วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2556

Modernism

ความคิดสมัยใหม่ (Modernism)


                  แนวคิดใหม่ทันสมัยนักปราชญ์หรือนักคิดทางสังคมบางคนกล่าวบอกว่า ควรนับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 เพราะเป็นยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance) แต่นักสังคมวิทยาส่วนใหญ่เห็นว่า แนวคิดใหม่ทันสมัย (Modernism) เป็นยุคประวัติศาสตร์ของสังคมยุโรปตะวันตก ที่เกิดการวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เพราะในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 เป็นยุคที่สนใจศึกษาค้นคว้าปรากฏการณ์ธรรมชาติแบบวิทยาศาสตร์ (Scientism) มาช่วยแก้ปัญหาสังคมทั้งหลายที่เกิดขึ้น แล้วส่งผลมีอิทธิพลต่อการศึกษาสังคมวิทยาแบบวิทยาศาสตร์ของคองต์ในเวลาต่อมา (Comte’s positivism) 



                   
                    ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 จึงถือได้ว่าเป็นยุคความคิดใหม่ทันสมัย  (Modernism) อันหมายถึงยุคสมัยให้ความสนใจในเรื่องศิลปะ วรรณคดี วิทยาการ สถาบัน  เหตุผล  การศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์  รูปแบบของชีวิต ความจริงของชีวิตบนฐานของความเจริญเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก กล่าวคือเป็น ช่วงเวลาแห่งความเจริญทางวัตถุ ความมั่นคงทางสังคม และความรู้เข้าใจตนเอง (Material progress, social stability and self-realization) ในยุโรปตะวันตก มีอังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส  อิตาลี เป็นต้น แม้มีปัจจัยต่างๆ มากมายที่ทำให้เกิดสมัยใหม่ ปัจจัยสำคัญเหล่านี้ คือ ความจริง (Truth) เหตุผล (Rationality) วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) ผลของอุตสาหกรรม (Emergence of capitalism) การแผ่อำนาจทางตะวันตก (Western imperialism) การแพร่กระจายความรู้ และอำนาจทางการเมือง (Spread of literature and political power) การขับเคลื่อนทางสังคม (Social mobility)    เป็นสาเหตุสำคัญสนับสนุนส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงพัฒนาสังคมโลก ที่เรียกกันว่าสมัยใหม่ความทันสมัย (Modernism)” เพราะผลของความเจริญทางการศึกษาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม และการขับเคลื่อนทางสังคม ทำให้มนุษย์ต้องการรู้เข้าใจตนเองและสังคมมากยิ่งขึ้นตามลำดับ ทำให้ต้องมาคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อความถูกต้องดีงามแบบสากล แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมโลกร่วมกัน เพื่อความรู้เข้าใจใหม่ร่วมกัน จึงขอลำดับเหตุการณ์การวิวัฒนาการแนวความคิดใหม่ทันสมัย








ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล
moza-nuchy.blogspot.com/‎ 

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและโปรตุเกส




         ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศโปรตุเกส เริ่มต้นขึ้นในปี  ค.ศ. 1511 เมื่อ อาโฟโซ ดาลบูเคอร์ค อุปราชโปรตุเกสประจำภาคตะวันออก ได้ส่งทูตคนแรก คือ ดูอาร์เต  เฟอร์นันเดส เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาเพื่อขอเจริญไมตรีกับพระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดี ที่ 2  (ค.ศ. 1491-1529) ซึ่งขณะนั้นกรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองที่มั่งคั่ง และอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งพืชพันธุ์ธัญญาหารและของป่าหายาก ประกอบกับกรุงศรีอยุธยามีสภาพเป็นเกาะมีแม่น้ำซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมหลักล้อมรอบทั้ง ด้าน  สะดวกต่อการติดต่อค้าขายและขนส่งสินค้า กรุงศรีอยุธยาจึงเป็นศูนย์กลางการค้าใหญ่ที่สำคัญในเอเชีย หลังจากที่โปรตุเกสได้ขยายอำนาจมาถึงเมืองมะละกา ซึ่งเคยอยู่ภายใต้การปกครองของอยุธยามาก่อน โปรตุเกสเกรงจะเกิดปัญหาบาดหมางกับไทยในภายหลัง อีกทั้งต้องการติดต่อค้าขายกับไทยด้วย จึงได้ส่งทูตมาเจริญสัมพันธไมตรี  นับเป็นชาวยุโรปชาติแรกที่เดินทางเข้ามายัง กรุงศรีอยุธยา ก่อนหน้าชาวยุโรปชาติอื่นๆ เป็นเวลากว่า  100 ปี 
                การเจริญสันพันธไมตรีทางพระราชสาสน์อย่างเป็นทางการในอีกห้าปีต่อมา ในปีค.ศ. 1516 เมื่อดาลบูเคอร์คได้จัดส่งทูตที่มีอำนาจเต็มมาจากพระเจ้ามานูแอล ที่ แห่งโปรตุเกส คือ ดูอาร์เต โกเอโย่ เพื่อมาทำสัญญาพันธไมตรีกับอยุธยาอย่างเป็นทางการ ซึ่งทางอยุธยาเองก็ให้การตอบรับอย่างดี โดยมีนัยสำคัญแห่งสนธิสัญญาเป็นไปเพื่อการค้าและการเผยแพร่ศาสนา กล่าวคือ ทางการค้า อยุธยาจะให้ความสะดวกและสิทธิพิเศษต่างๆ ต่อพ่อค้าชาวโปรตุเกสที่มาค้าขายอยู่ในกรุงศรีอยุธยาและเมืองท่าต่างๆ และยอมให้ชาวเมืองที่อยู่ในกรุงศรีอยุธยาไปทำมาค้าขายที่เมืองมะละกาได้ ส่วนโปรตุเกสก็จะช่วยหาสินค้าที่ไทยต้องการ เช่น อาวุธปืนและกระสุนดินดำให้อยุธยา  และให้ปฏิบัติกิจทางศาสนาได้อย่างเสรี    สนธิสัญญาฉบับนี้เป็นฉบับแรกที่ไทยทำกับประเทศตะวันตก เมื่อโกเอโย่จะเดินทางกลับ  ทางอยุธยาก็จัดส่งทูตตามไปเพื่อถวายพระราชสาสน์ต่อพระเจ้ามานูแอล ที่ อีกด้วย

จากความสัมพันธ์ทางด้านการค้าขายได้พัฒนาขึ้นเมื่อสินค้าที่สำคัญอย่างหนึ่งเป็นที่ต้องการของอยุธยาในสมัยนั้น คือ อาวุธปืนและกระสุนดินปืน เนื่องจากอยุธยากำลังทำสงครามกับพม่าที่เมืองเชียงกราน ในปี ค.ศ. 1538  ได้มาทหารอาสาชาวโปรตุเกสจำนวน 120 คน  เข้ามารับราชการสงครามในกองทัพไทย และได้ให้คำแนะนำทางการทหารต่างๆ รวมถึงการใช้ปืนแบบยุโรป ทำให้กรุงศรีอยุธยามีชัยชนะในศึกครั้งนั้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ทหารอาสาชาวต่างชาติในกองทัพอยุธยาที่เรียกว่า “กองทหารแม่นปืนในเวลาต่อมา และจากความดีความชอบในสงครามเมืองเชียงกราน สมเด็จพระชัยราชาธิราช ค.ศ.1534-1546  จึงทรงตอบแทนโดยอนุญาตให้ชาวโปรตุเกสเข้ามาตั้งภูมิลำเนาในราชอาณาจักรอยุธยา พร้อมทั้งพระราชทานที่ดินริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยานอกกำแพงเมืองใช้ชาวโปรตุเกสได้สร้างโบสถ์ในคริสต์ศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก ขึ้นเป็นครั้งแรกในราชอาณาจักรสยาม (ปัจจุบันหมู่บ้านโปรตุเกสตั้งอยู่ในเขตตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) นอกจากที่กรุงศรีอยุธยาแล้ว ได้มีชาวโปรตุเกสเข้าไปพำนักอยู่ที่หัวเมืองต่างๆ ของไทย ที่ปัตตานี นครศรีธรรมราช ทวาย และตะนาวศรี อีกด้วย

      
ความสัมพันธ์ทางด้านการค้าระหว่างไทยและโปรตุเกสในราชอาณาจักรอยุธยา เจริญรุ่งเรืองเป็นเวลากว่าศตวรรษโดยไม่มีชาติตะวันตกใดมาแข่งขัน เนื่องจากสเปนได้เดินเรือไปทางตะวันตก ส่วนอังกฤษ ฮอลันดา และฝรั่งเศสยังไม่เจริญรุ่งเรืองพอที่จะเดินเรือมาค้าขายไกลๆ ถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ นอกจากพวกพ่อค้าแล้ว ยังมีนักผจญภัยที่ได้เข้ามารับราชการในกองทัพไทย ซึ่งทหารชาวโปรตุเกสเหล่านี้เป็นผู้นำวิชาการทางการทหารแบบตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ให้แก่คนไทย เช่น วิชาการใช้และทำปืนไฟ การสร้างป้อมต่อต้านปืนไฟ การตัดถนนโดยการใช้เข็มทิศส่องกล้อง เป็นต้น รวมถึงมีทหารอาสาเข้ารับราชการสงครามในกองทัพอยุธยาหลายครั้งจนสิ้นสมัยกรุงศรีอยุธยา และที่น่าสนใจเกี่ยวกับรายนาม ขุนนางกรมฝรั่งแม่นปืนในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ค.ศ. 1590-1605 ได้กล่าวถึง ขุนกะลมาพิจิตร์  ที่แต่งตั้งแก่ชาวโปรตุเกสที่มีความดีความชอบ ทั้งนี้ราชทินนามนี้ยังคงมีปรากฏอยู่จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์  ซึ่งมีเชื้อสายสืบทอดมาจนถึงพวกคริสต์ศาสนิกชนที่อยู่ตำบลกุฎีจีน (วัดซางตาครู้ส)  อันเป็นต้นตระกูลกัลป์มาพิจิตร์ในปัจจุบัน

อาจกล่าวได้ว่าสิงที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง ซึ่งราชอาณาจักรสยามได้รับพร้อมกับการเข้ามาของฝรั่งชาติแรก คือ โปรตุเกส นั่นคือ คริสต์ศาสนา ในช่วงนั้นศูนย์กลางอำนาจและศาสนาของโปรตุเกสอยู่ที่อินเดีย พระสังฆราชอยู่ที่เมืองกัว สิทธิปกครองคริสตชนทุกแห่งที่อยู่ใต้ปกครองของโปรตุเกสในภูมิภาคนี้ แม้ว่าในระยะแรกยังไม่พบหลักฐานที่ยืนยันได้ว่ามีมิชชันนารีเข้ามาเผยแพร่พระวรสารอย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นไปได้มากที่น่าจะมีมิชชันนารีเข้ามาทำหน้าที่อภิบาลชาวโปรตุเกสที่นับถือศาสนาคริสต์อยู่แล้ว ซึ่งได้เดินทางมาติดต่อค้าขายทางดินแดนตะวันออกรวมถึงกรุงศรีอยุธยาด้วย จนกระทั่งมีหลักฐานที่ชี้ชัดได้แน่นอนว่ามีมิชชันนารีคณะโดมินิกัน 2 ท่าน คือ บาทหลวงเยโรนิโม ดา ครู้ส และบาทหลวง เซบาสติอาว ดา กันโต  ที่เดินทางเข้ามาในกรุงศรีอยุธยาเป็นครั้งแรก ในรัชกาลของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ค.ศ.1548-1568 แต่ปีที่มิชชันนารีทั้งสองเข้ามานั้นมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง เกี่ยวกับเรื่องนี้คุณพ่อสุรชัย ชุ่มศรีพันธุ์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ 25 ปี  ไทย-วาติกัน ว่า จากเอกสารของคณะโดมินิกันระบุว่ามิชชันนารีทั้งสองเข้ามาในประเทศสยามในปี ค.ศ. 1567 และหลังจากนั้นก็มีมิชชันนารีคณะโดมินิกันและฟรังซิสกันทยอยเข้ามาเผยแพร่ธรรมในประเทศสยามเป็นระยะ มีทิ้งช่วงอยู่บ้างหลายตอน คณะฟรังซิสกันเริ่มเข้ามาครั้งแรกในปี ค.ศ. 1582 ต่อมาในปี ค.ศ.1607 คณะสงฆ์เยสุอิตได้เข้ามากรุงศรีอยุธยาอีกคณะหนึ่งด้วย และมีพระสงฆ์เยสุอิตทยอยกันเข้ามาเรื่อยๆ  จนในที่สุดได้มีการจัดสร้างที่อยู่อย่างถาวร วัด โรงเรียน และวิทยาลัยซาน ซัลวาดอร์  (San Savador) ขึ้น โดยส่วนใหญ่พวกมิชชันนารีคณะเยสุอิตนี้จะทำงานกับชาวญี่ปุ่นที่มีค่ายของตนอยู่ในกรุงศรีอยุธยา เช่นเดียวกับชนชาติอื่นๆ และคณะเอากุสเนียนเข้ามาในปี ค.ศ. 1677 บรรดามิชชันนารีคณะต่างๆเหล่านี้เข้ามาเผยแพร่พระวรสารในดินแดนสยามนี้ มีทั้งชาวโปรตุเกส  ชาวสเปน ชาวอิตาเลียน ชาวโปแลนด์ ถึงแม้จะมาจากหลายเชื้อชาติ  แต่ก็ต้องเข้ามาในนามของกษัตริย์โปรตุเกส เนื่องด้วยโปรตุเกสได้รับสิทธิ์ปาโดรอาโด (Padroado) จากพระศาสนจักร ให้เป็นผู้รับผิดชอบในการเผยแพร่พระวรสารในดินแดนที่ค้นพบใหม่ทางตะวันออก เช่นเดียวกับที่มอบสิทธิ์นี้ให้กับสเปนในดินแดนทางตะวันตก ด้วยเหตุนี้ กรุงศรีอยุธยาเป็นดินแดนที่ไม่เบียดเบียนศาสนา พระมาหากษัตริย์สยามทรงมีขันติธรรมทางศาสนา การที่ทรงยินยอมให้เผยแพร่ศาสนาคริสต์ได้ในราชอาณาจักรไทย รวมถึงพระราชทานที่ดินตั้งโบสถ์ประกอบพิธีทางศาสนาได้อย่างเสรี ด้วยมั่นใจว่าคนไทยคงไม่หันไปนับถือศาสนาคริสต์ ทั้งนี้พวกมิชชันนารีเหล่านี้ได้นำวิชาการสมัยใหม่จากตะวันตก ที่เป็นประโยชน์เข้ามาในราชสำนักอยุธยาด้วย เช่น วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ การสาธารณสุข เป็นต้น  แต่ทว่าการเผยแพร่ศาสนาของมิชชันนารีเหล่านี้ก็มิได้ประสบผลสำเร็จในหมู่คนไทยซึ่งนับถือศาสนาพุทธอย่างแน่นแฟ้นแล้ว แต่จะได้ผลดีกว่าในบรรดาเชลยศึกที่อยู่ในอาณาจักร จากเอกสารของชาวฝรั่งเศสที่เขียนขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทำให้ทราบได้ว่ามีผู้นับถือคริสตศาสนาที่อยู่ในกรุงศรีอยุธยานี้  มีมิชชันนารีชาวโปรตุเกส 10 องค์ ชาวสเปน 1 องค์ และมีคริสตชนทั้งหมดประมาณสองพันคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวโปรตุเกสที่มาจากมะละกาและอินเดีย ชุมชนชาวโปรตุเกสเป็นชาวตะวันตกที่ใหญ่ที่สุดในกรุงศรีอยุธยา และเป็นที่ยอมรับนับถือของสังคม ภาษาโปรตุเกสเป็นที่แพร่หลาย และใช้เป็นภาษาราชการในการติดต่อกับชาติตะวันตกในระยะแรกๆ      

      
ต่อมาเมื่อบทบาททางทะเลของโปรตุเกสในดินแดนต่างๆ ลดน้อยลง เนื่องจากการขยายอำนาจของฮอลันดา สเปน อังกฤษ และฝรั่งเศส นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1597  ฮอลันดาเริ่มมีอำนาจมากขึ้น  เมื่อโปรตุเกสถูกรวมเข้ากับสเปนเป็นเวลากว่า 60 ปี ค.ศ. 1580-1640 ฮอลันดาและอังกฤษได้เข้ามารทำการค้าขายแข่งกับสเปนซึ่งรวมโปรตุเกสไว้ด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับโปรตุเกสก็เริ่มก่อเค้าปัญหายุ่งยากขึ้น เมื่อฮอลันดาสามารถแย่งเส้นทางการค้าทางตะวันออกจากชาวโปรตุเกสได้สำเร็จ และได้เริ่มเข้ามาติดต่อค้าขายกับกรุงศรีอยุธยาในช่วงปลายรัชกาลของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และความสัมพันธ์ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นในรัชกาลต่อมา คือ สมเด็จพระเอกาทศรถ ค.ศ. 1605-1610  พระองค์ทรงให้การต้อนรับฮอลันดาเป็นอย่างดี เนื่องจากทรงต้องการที่จะให้ฮอลันดาช่วยถ่วงดุลอำนาจของโปรตุเกสที่ได้ขยายอำนาจเข้ามาใกล้เขตแดนไทย ซึ่งอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของราชอาณาจักร โดยที่ไทยได้เสนอสิทธิประโยชน์ทางการค้าให้แก่ฮอลันดา และได้เสนอเมืองท่าให้ตั้งสถานีการค้าได้ ซึ่งทำให้โปรตุเกสไม่พอใจเป็นอย่างมาก แต่นโยบายดังกล่าวไม่ประสบผลเท่าไหร่นัก เนื่องจากฮอลันดาไม่ต้องการที่จะเกี่ยวข้องทางการเมืองแต่อย่างใด นอกจากเรื่องการค้าเท่านั้น
        ในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ค.ศ.1610-1628 ในปี ค.ศ.1613 พม่าได้ยึดเมืองเมาะตะมะและพยายามจะตีตะนาวศรีและมะริด แต่ไทยก็สามารถป้องกันเมืองทั้งสองไว้ได้ โดยมีกองทหารอาสาโปรตุเกสเป็นกำลังสำคัญ ทางอยุธยาเห็นว่าคงไม่สามารถพึ่งพาฮอลันดาในเรื่องการสกัดกั้นการรุกรานของพม่าได้ จึงเปลี่ยนนโยบายมาขอความช่วยเหลือจากโปรตุเกส จึงได้ส่งคณะทูตไปเมืองกัวเพื่อขอบคุณที่โปรตุเกสช่วยเหลือในการรบกับพม่า และยินดียกเมืองเมาะตะมะให้โปรตุเกสใช้เป็นฐานทัพเรือ และได้ขอให้รัฐบาลโปรตุเกสที่เมืองกัวส่งธรรมทูตมาอภิบาลคริสตชนที่กรุงศรีอยุธยาด้วย ทั้งนี้ทางอยุธยาได้เอาใจโปรตุเกสโดยมีจุดประสงค์ให้โปรตุเกสถ่วงดุลอำนาจของฮอลันดา โปรตุเกสได้เจรจาขอให้สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมขับไล่พวกฮอลันดาออกนอกราชอาณาจักรไทย ทว่าพระองค์ไม่มีพระประสงค์เช่นนั้น ทรงให้ความเสมอภาคแก่ทุกชาติ ทรงเห็นว่าการที่ไทยจะติดต่อกับฮอลันดาไม่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับโปรตุเกส อีกทั้งไม่ต้องการที่จะเป็นศัตรูกับฮอลันดา แต่กระนั้นทางกรุงศรีอยุธยาก็มิได้ตัดไมตรีกับโปรตุเกส ในปี ค.ศ. 1618  ไทยได้ส่งคณะทูตเพื่อนำเครื่องราชบรรณการไปถวาย พระมหากษัตริย์โปรตุเกส แต่ในที่สุดคณะทูตไทยก็เดินทางไปถึงเมืองกัวเท่านั้น ทางเมืองกัวต้องจัดส่งพระราชสาสน์และบรรณาการไปประเทศโปรตุเกสเอง ในปี ค.ศ.1624 การแข่งขันระหว่างโปรตุเกสกับฮอลันดาในกรุงศรีอยุธยาลุกลามถึงขั้นรบพุ่งกัน เนื่องจากโปรตุเกสเข้ายึดเรือสินค้าของฮอลันดา  ไทยต้องใช้มาตรการแข็งกร้าวเข้ายึดเรือโปรตุเกส เพื่อบังคับให้โปรตุเกสคืนเรือแก่ฮอลันดา ทำให้โปรตุเกสไม่พอใจอย่างมาก จากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับโปรตุเกสก็เสื่อมลง จนถึงรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ค.ศ. 1630-1656  ฐานะของโปรตุเกสทางภาคตะวันออกได้รับความกระทบกระเทือนอย่างมาก  เมื่อโปรตุเกสต้องสูญเสียมะละกาให้กับฮอลันดาในปี ค.ศ.1641 รวมถึงมีผลกระทบต่อกิจการค้าของโปรตุเกสในกรุงศรีอยุธยาด้วย ซึ่งต่อมาฮอลันดาและอังกฤษได้เข้ามามีบทบาทในกรุงศรีอยุธยาแทนโปรตุเกส  ในปี ค.ศ.1633 ทางโปรตุเกสได้ส่งทูตเข้ามาที่กรุงศรีอยุธยาอีก จากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับโปรตุเกสก็ค่อยดีขึ้นบ้างจนถึงปลายรัชกาล โดยเฉพาะเมื่อฮอลันดาพยายามจะติดต่อค้าขายกับญี่ปุ่นโดยตรงไม่ผ่านทางไทย และเมื่อไทยขอร้องให้ฮอลันดาช่วยปราบจลาจลที่ปัตตานี แต่ก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือแต่อย่างใด ทำให้เรือไทยถูกปล้นไปด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฮอลันดาจึงอยู่ในสภาพตึงเครียดตอนปลายรัชกาลนี้

ต่อมาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ค.ศ. 1656-1688) ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศตะวันตกเป็นไปด้วยดี ด้วยทรงมีนโยบายสนับสนุนให้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวางรวมทั้งชาวตะวันตกด้วย เพราะต้องการเพิ่มรายได้แก่พระคลังหลวงหลังจากที่ตอนต้นรัชกาล อยุธยาทำศึกกับพม่าทำให้พระราชทรัพย์ในพระคลังลดลง และการค้าขายก็ซบเซาไปด้วย สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทรงเริ่มสถาปนาความสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส เพื่อค้านอำนาจและอิทธิพลของฮอลันดาในกรุงศรีอยุธยาซึ่งมีอยู่มากขณะนั้น ซึ่งในสมัยนั้นมีชาวต่างชาติเข้ามาอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมาก และพระองค์ได้พระราชทานที่ดินให้ปลูกสร้างบ้านเรือนเป็นที่พักอาศัย โดยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มตามเชื้อชาติ ที่เรียกว่า  “ค่ายแต่ระหว่างไทยกับโปรตุเกส  กิจการค้าก็มิได้รุ่งเรืองขึ้นแต่อย่างใด เพราะฐานะทางการเงินของโปรตุเกสที่มาเก๊ามีปัญหา เมื่อมีมหาอำนาจชาวตะวันตกอื่นๆได้เริ่มเข้ามาติดต่อค้าขายกับกรุงศรีอยุธยามากขึ้น ทำให้บทบาททางการเมืองของโปรตุเกสในกรุงศรีอยุธยาเสื่อมลงอย่างมาก ในปี ค.ศ. 1660 คณะมิชชันนารีฝรั่งเศสคณะแรก คือ คณะสงฆ์พื้นเมืองมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (M.E.P.) ได้เดินทางมายังตะวันออกไกล ตามคำสั่งของสมณกระทรวง เผยแพร่ความเชื่อจากกรุงโรม และได้มาถึงกรุงศรีอยุธยา โดยมีพระสังฆราชลังแบรต์ เด ลา ม็อต เป็นผู้นำคณะ หลังจากนั้นอีกสองปี พระสังฆราชฟรังซัว ปัลลือ พร้อมคณะสงฆ์และฆราวาสรวมอีก 6 คน ได้เดินทางเข้ามาที่กรุงศรีอยุธยาเป็นคณะที่สอง และแน่นอนว่าการเข้ามาของมิชชันนารีชาวฝรั่งเศสเหล่านี้ย่อมทำให้ชาวโปรตุเกสไม่พอใจ และไม่ยอมรับอำนาจนี้  เพราะถือว่าขัดต่อหลักสิทธิอุปถัมภ์ศาสนาที่ตนได้รับมา ซึ่งปัญหาขัดแย้งระหว่างมิชชันนารีทั้งสองฝ่ายมักจะเกิดขึ้นเสมอในดินแดนต่างๆด้วย พระสังฆราชโปรตุเกสที่อินเดียอ้างว่ากรุงศรีอยุธยาน่าจะอยู่ในความปกครองของตน  ฉะนั้นบรรดามิชชันนารีในประเทศนี้ต้องขึ้นกับตน พระสังฆราชปัลลือต้องเดินทางกลับไปรายงานพระสันตะปาปาที่กรุงโรม ในที่สุดทางกรุงโรมได้ตั้งเทียบสังฆมณฑลสยามขึ้นในปี ค.ศ.1669 เป็นความตั้งใจของกรุงโรมที่จะให้บรรดามิชชันนารีเป็นอิสระจากอำนาจทางการเมืองของโปรตุเกส ซึ่งพยายามใช้มิชชันนารีเป็นเครื่องมือในการขยายอำนาจ ทว่าปัญหาเรื่องมิชชันนารีระหว่างโปรตุเกสกับฝรั่งเศสยังคงมีอยู่จนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์

อาจกล่าวได้ว่า ถึงแม้ชาวโปรตุเกสจะไม่ค่อยประสบผลสำเร็จทางด้านการค้าในราชอาณาจักรอยุธยาเท่าใดนัก แต่กลับปรากฏว่ามีชาวโปรตุเกสเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในกรุงศรีอยุธยามากมาย และได้สืบเชื้อสายมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ทั้งนี้เนื่องจากนโยบายในการเผยแพร่ศาสนาของโปรตุเกสที่สนับสนุนให้พลเมืองของตนเข้ามาตั้งรกราก และให้สมรสกับชาวพื้นเมืองของประเทศนั้นๆ ถึงแม้ว่าทางไทยเองได้มีกฎหมายห้ามมิให้คนไทยยกลูกสาวให้แก่ชาวต่างชาติที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธเป็นหลัก ด้วยถือว่าศาสนาคริสต์เป็นศาสนาของคนต่างชาติ และเกรงว่าการที่ฝรั่งมาแต่งงานกับคนไทยจะทำให้ลูกหลานนับถือคริสต์ศาสนาตามแบบพ่อ ซึ่งอาจเป็นภัยต่อราชอาณาจักรได้  แต่กฎหมายนี้ก็ไม่ได้บังคับใช้กันอย่างเข้มงวดนัก เพราะยังปรากฏว่ามีการแต่งงานระหว่างหญิงไทยกับคนต่างชาติอยู่ แม้ว่านโยบายทางการเมืองระหว่างประเทศจะแปรเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม ชาวโปรตุเกสก็ได้พึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่ในประเทศไทยเสมอมา หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปี ค.ศ.1767 แล้วบรรดาชาวยุโรปอื่นๆได้อพยพออกนอกราชอาณาจักรไทย และมีบางส่วนที่เข้าร่วมกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชต่อสู้กับพม่า จากจดหมายของพระสังฆราชเลอบ็องได้กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงวางพระทัยในพวกเข้ารีตมาก ถ้าเสด็จทัพคราวใดก็ต้องมีพวกเข้ารีตตามเสด็จไปด้วยทุกคราว พวกเข้ารีตเป็นพวกกล้าหาญของพระเจ้าตาก และพระเจ้าตากก็ทรงจัดให้พวกเข้ารีตเป็นทหารรักษาพระองค์ หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงปราบปรามชุมชนต่างๆ และรวบรวมผู้คนสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีแล้ว  คุณพ่อกอรร์ (Corre) บาทหลวงฝรั่งเศสผู้นำคริสตชนในเวลานั้น  ซึ่งเมื่อกรุงศรีอยุธยาแตก  คุณพ่อได้ลี้ภัยไปอยู่ที่ประเทศเขมร  เมื่อบ้านเมืองสงบเรียบร้อยจึงได้เดินทางกลับมาในประเทศไทยพร้อมกับคนไทยอีก 4 คน  และรวบรวมคริสตังที่บางกอกซึ่งมีจำนวนถึง 400 คน  ให้มาอยู่รวมกัน สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีพระเมตตาต่อคริสตชนโดยเฉพาะต่อชาวโปรตุเกส พระองค์ได้ทรงให้การต้อนรับอย่างดี  และได้พระราชทานที่ดินที่กุฎีจีนสำหรับสร้างโบสถ์ในปี  ค.ศ. 1769 คุณพ่อกอรร์ได้ตั้งชื่อเป็นภาษาโปรตุเกสว่า “วัดซางตาครู้ส” นับเป็นแผ่นดินผืนที่สองที่พระมหากษัตริย์ได้พระราชทานให้แก่คริสตังชาวโปรตุเกส หลังจากนั้นปรากฏว่าจำนวนคนกลับใจและรับศีลล้างบาปที่วัดซางตาครู้ส ส่วนใหญ่แล้วเป็นชาวจีน ดังที่พระสังฆราชกูเดได้บันทึกไว้ว่า

     
ที่นี่ (วัดซางตาครู้ส) มีคนจีนมาก ดูเหมือนจะสอนให้คนจีนกลับใจได้ง่ายกว่าคนไทย พระเจ้าแผ่นดินไม่ทรงห้ามเขาเป็นคริสตัง  และเขาก็เป็นคนต่างด้าว  มิชชันนารีที่รู้จักภาษาจีนจะทำประโยชน์ในเมืองไทยได้มาก” คุณพ่อกอรร์นอกจากจะปกครองที่วัดซางตาครู้สแล้ว ท่านได้มาดูแลคริสตังที่วัดคอนเซ็ปชัญด้วย แต่ต่อมาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกริ้วข้าราชการคริสตัง เหตุเพราะไม่ยอมกระทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา พระองค์จึงทรงเนรเทศมิชชันนารีทั้งหมดออกนอกราชอาณาจักร ต่อมาในปี ค.ศ.1782 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ค.ศ.1782-1809) เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี พระองค์ได้เชิญบรรดามิชชันนารีที่ถูกขับไล่ออกนอกราชอาณาจักรในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชให้กลับมาดังเดิม และยังได้ส่งทูตไปเจรจากับเจ้าเมืองมาเก๊า เพื่อขอให้บาทหลวงโปรตุเกสมาปกครองคริสตชนที่กรุงเทพฯ ทั้งนี้พระองค์มีนโยบายที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก โดยเฉพาะทางด้านการค้าขึ้นใหม่ เพราะหลังจากนั้นได้มีคณะทูตในนามกษัตริย์โปรตุเกสจากมาเก๊า ได้ส่งพระราชสาสน์มาเจริญสัมพันธไมตรีกับไทย ซึ่งเป็นคณะทูตชาวยุโรปคณะเดียวที่เข้ามาในรัชกาลที่ 1 ในปี ค.ศ.1785 กองทัพสยามได้กลับมาจากกัมพูชาและเวียดนามหลังจากที่ได้ไปช่วยรบต่อต้านพวกไต้ซ้อง พระองค์โปรดให้นำคริสตังชาวโปรตุเกสและชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่งให้มาอยู่ที่วัดคอนเซ็ปชัญ  นับตั้งแต่นั้นมาจึงเรียกวัดคอนเซ็ปชัญว่าเป็น “วัดเขมรจนถึงปัจจุบันนี้ ในเวลานั้น ที่บางกอกมีวัดเพียง 2 แห่งสำหรับพวกคริสตัง คือวัดซางตาครู้ส ซึ่งเป็นวัดของชาวโปรตุเกส - ไทย-จีน และวัดคอนเซ็ปชัญ ซึ่งเป็นวัดของโปรตุเกส -เขมร    ขณะเดียวกัน ก็มีชาวโปรตุเกสบางส่วนที่ไม่ยอมรับบาทหลวงฝรั่งเศส  จึงได้แยกตัวไปอยู่ที่แห่งใหม่ (ซึ่งต่อมาเป็นวัดแม่พระลูกประคำ หรือวัดกาลหว่าร์ในปัจจุบัน) พวกโปรตุเกสเหล่านี้เรียกค่ายขอพวกตนว่า “ค่ายแม่พระลูกประคำ” เนื่องจากค่ายแห่งนี้ยังไม่มีวัด  และไม่มีบาทหลวงชาวโปรตุเกสมาปกครอง เวลาที่จะประกอบพิธีทางศาสนาต้องไปที่วัดซางตาครู้ส  จนกระทั่งในปี ค.ศ.1786 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงได้พระราชทานที่ดินให้ชาวโปรตุเกส เนื่องจากชาวโปรตุเกสได้ให้ความช่วยเหลือในการต่อสู้กับพม่า วัดกาลหว่าร์ได้สร้างขึ้นบนผืนดินที่ 3 ที่พระมหากษัตริย์ไทยได้พระราชทานให้แก่คริสตังชาวโปรตุเกส เวลานั้นที่วัดกาลหว่าร์ยังไม่มีพระสงฆ์มาทำมิสซาโปรดศีลให้ เนื่องจากปัญหาที่ชาวโปรตุเกสไม่ยอมรับอำนาจของพระสงฆ์ฝรั่งเศสยังไม่ยุติลง คริสตังโปรตุเกสที่วัดกาลหว่าร์ได้ขอให้พระอัครสังฆราชแห่งเมืองกัวส่งพระสงฆ์โปรตุเกสมาปกครองพวกตน แต่ทางเมืองกัวปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่าที่นี่มีพระสงฆ์ฝรั่งเศส ซึ่งสมเด็จพระสันตะปาปาทรงแต่งตั้งเป็นผู้ปกครองอยู่แล้ว จนกระทั่งปี ค.ศ.1808 เมื่อคริสตังโปรตุเกสเห็นว่าพวกตนไม่สามารถมีพระสงฆ์โปรตุเกสมาปกครองแน่แล้วจึงค่อยๆ ยอมรับอำนาจการปกครองของมิชชันนารีฝรั่งเศสในที่สุด ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ค.ศ.1809-1824) ได้พระราชทานที่ดินให้สร้างกงสุลโปรตุเกส  ต่อมาภายหลังได้รับฐานะเป็นสถานทูต ท่านกงสุลขอให้พระองค์ประกาศว่าที่ดินบนค่ายแม่พระลูกประคำ เป็นที่ดินที่พระราชทานแก่ประเทศโปรตุเกส แต่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้มีพระบรมราชโองการว่า “ที่ดินผืนนี้  มิได้พระราชทานให้แก่รัฐบาลโปรตุเกส แต่ในคริสตังโปรตุเกสสร้างวัดได้  และดังนั้นที่ดินผืนนี้จึงเป็นกรรมสิทธิ์ของมิสซังคาทอลิก ไม่ว่าชาติใดจะมาเป็นประมุขของมิสซัง” ต่อมาชาวโปรตุเกสที่อาศัยอยู่บริเวณวัดกาลหว่าร์นี้ค่อยๆ อพยพโยกย้ายไปทำมาหากินในที่ต่างๆ จึงมีจำนวนลดลง และในช่วงที่ทางราชการให้ย้ายหมู่บ้านชาวจีนไปอยู่ใต้พระนคร ตั้งแต่คลองวัดสามปลื้มไปจนถึงคลองวัดสามเพ็งได้ขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดย่านการค้าของชาวจีนหลายแหล่งรวมถึงย่านตลาดน้อยที่มีชาวจีนได้เข้ามาอยู่อาศัยแทน ต่อมาวัดกาลหว่าร์จึงเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจให้แก่คริสตังชาวไทยเชื้อสายจีน
      
          ในสมัยรัชกาลที่ 2 นี้ ยังมีลูกหลานของชาวโปรตุเกสจากอยุธยาที่อาศัยอยู่ที่กุฎีจีน  ที่ยังเรียนรู้ภาษาโปรตุเกสอยู่บ้าง  เข้ารับราชการไทยในตำแหน่ง ล่ามฝรั่งในกรมท่า และมีหัวหน้าล่ามได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “ขุนเทพวาจา” ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ค.ศ. 1824-1851)  สนธิสัญญาทางไมตรีและพาณิชย์ฉบับแรกระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ต้องแปลเป็น 4 ภาษาด้วยกัน คือ ไทย โปรตุเกส จีน และอังกฤษ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของภาษาโปรตุเกสที่ยังใช้ติดต่อกับชาติต่างๆ จนถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรปในปี ค.ศ. 1897 ก็ได้เสด็จเยือนประเทศโปรตุเกสด้วย ในปี  ค.ศ. 1984  ด้วยความร่วมมืออันดีระหว่างประเทศไทยกับประเทศโปรตุเกส  ภายใต้การสนับสนุนจากมูลนิธิกุลเบงเกียน ประเทศโปรตุเกส ได้มอบทุนให้รัฐบาลไทยโดยผ่านทางกวมศิลปากร เพื่อใช้ในการขุดแต่งบูรณะและปรับปรุงโบราณสถานหมู่บ้านโปรตุเกส ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งปรักหักพัง และถูกทิ้งให้รกร้างว่างเปล่ามานับจากกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปี ค.ศ. 1767 (ปัจจุบันเป็นกรรมสิทธิ์ที่ดินของมิสซังแห่งประเทศไทย และกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติไว้แล้ว) ในการขุดค้นครั้งนั้น  ได้พบหลักฐานมากมายทั้งในโครงสร้างของโบสถ์  โครงกระดูกมนุษย์ เงินเหรียญ ไม้กางเขน ลูกประคำ และโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับคริสต์ศาสนา  ซึ่งโบราณวัตถุเหล่านี้ได้นำไปจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
      สายใยแห่งความสัมพันธภาพอันดีระหว่างประเทศไทยกับโปรตุเกส ที่ผ่าทางประวัติศาสตร์อันยาวนานหลายศตวรรษ นอกจากหลักฐานทางโบราณสถานและโบราณวัตถุที่ยังคงหลงเหลืออยู่อย่างมากมายแล้วยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เปรียบเสมือนหนึ่งตัวประสานให้สายใยนี้มั่นคงยืนนานสืบไป  เช่น  มีคำภาษาโปรตุเกสที่ใช้กันในภาษาไทยหลายคำ เช่น เลหลัง ขนมปัง คริสตัง เป็นต้น ซึ่งคำว่าคริสตังเป็นคำที่ใช้เรียกคริสตชนที่นับถือนิกายโรมันคาทอลิกในเมืองไทยโดยเฉพาะ รวมไปถึงอาหารการกินของชาวโปรตุเกสหลายอย่างซึ่งได้ดัดแปลงให้มีรสชาติแบบไทยๆ จนถึงปัจจุบันได้กลายเป็นขนมประจำชาติของไทยไป เช่น ทองหยิบ  ฝอยทอง ทองหยอด เป็นต้น แต่ก็มีขนมที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมของขนมโปรตุเกสไว้ คือ ขนมฝรั่ง ซึ่งมีทำเฉพาะที่กุฎีจีน (วัดซางตาครู้ส) เท่านั้น ที่ยังคงสืบทอดกรรมวิธีแบบโบราณมาจนถึงทุกวันนี้ 





ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล

http://haab.catholic.or.th/web/index.php?option=com_content&view=article&id=1405:2013-04-27-03-59-31&catid=212:2013-06-26-07-20-57&Itemid=30

ลีกวนยู อดีตผู้นำความเจริญมาสู่สิงคโปร์แบบก้าวกระโดด


ชื่อ ลี กวน ยู” (Lee Kuan Yew) ถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ว่า เขาคือผู้กุมอำนาจบริหารของสิงคโปร์มายาวนายถึง 31 ปี ชาวสิงคโปร์ไม่เคยลืมว่า อดีตผู้นำประเทศผู้นี้คือผู้นำพาให้สิงคโปร์ก้าวลำพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดดที่มีความร่ำรวยมากที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลกในยุคที่ลีกวนยูบริหารประเทศภายใต้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้จะเคยมีคนตราหน้าว่าเขาคือนักเผด็จการตัวจริงในระบอบประชาธิปไตยก็ตาม



ลีกวนยูมีเชื้อสายจีนแคะที่บรรพบุรุษอพยพมาจากมณฑลฮกเกี้ยนในจีนแผ่นดินใหญ่ เขาเกิดในสิงคโปร์เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2466 ในยุคที่สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศอาณานิคมของอังกฤษ และได้เข้าศึกษาที่ “Raffles College” ซึ่งเป็นวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดใน บริติส มาลายาของสิงคโปร์ ทำให้เขาได้รับการปลูกฝังและมีแนวความคิดตามแบบชาวตะวันตกมาตั้งแต่เด็ก การเข้าศึกษาในวิทยาลัยแห่งนี้ทำให้ลีกวนยูได้เป็นเพื่อร่วมรุ่นกับ ตนกู อับดุล รามานซึ่งเคยตำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซียในยุคก่อนหน้าที่ ดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัดจะขึ้นกุมอำนาจยาวนายในมาเลเซีย  แต่แล้วชีวิตการศึกษาของลีกวนยูในวัย 19 ปีก็หยุดชะงักลงด้วยพิษสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อญี่ปุ่นประกาศสงครามกับอังกฤษและเข้ารุกรานเพื่อยึดครองสิงคโปร์ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศอาณานิคมของอังกฤษเวลานั้น การที่ได้เห็นกองทัพญี่ปุ่นแข็งแกร่งและมีชัยชนะเหนืออังกฤษทำให้ลีกวนยูจุดประกายความคิดขึ้นว่า แท้จริงแล้วคนเอเชียก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าฝรั่งผิวขาวตาน้ำข้าวจากซีกโลกตะวันตกเลย เขาเปลี่ยนทัศนคติจากเดิมจากที่เคยคิดว่าคนเอเชียด้วยกว่าจนถูกล่าอาณานิคมเป็นว่าเล่น เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นอีกหนึ่งในจังหวะชีวิตของลีกวนยูเพราะเขาเริ่มหันมาสนใจงานด้านการเมืองและเริ่มมีแนวคิดที่จะต่อสู้เพื่ออิสรภาพ จนเมื่อสงครามจบลงลีกวนยูจึงได้เดินทางไปศึกษาด้านกฏหมายที่ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในประเทศอังกฤษ และได้พบกับ กว่าก๊อกชูซึ่งเดินทางมาเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้เช่นกันก่อนจะแต่งงานกันในเวลาต่อมา


ความคิดเรื่องการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของลีกวนยูคุกรุ่นขึ้นเมื่อ ชาวมาลายันส่วนใหญ่เริ่มตีแผ่ถึงความไม่พอใจในการปกครองประเทศอาณานิคมของอังกฤษ เขาจึงตัดสินใจเข้าร่วมใน Malayans Forum เพื่อมีบทบาทในการตอบโต้กับประเทศอังกฤษเพื่อการเป็นอิสระจากอาณานิคมครั้งนี้ ลีกวนยูกลับมายังสิงคโปร์ในปี พ.ศ. 2493 และตัดสินใจตั้ง พรรคกิจประชาชนในปี พ.ศ. 2497 โดยชนะการเลือกตั้งครั้งแรกในปี พ.ศ. 2498 ก่อนที่จะได้รับเลือกตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ในปี พ.ศ. 2502 ขณะนั้นเขามีอายุเพียง 36 ปีเท่านั้น หลังจากมาเลเซียได้อิสรภาพจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปี พ.ศ. 2504 ลีกวนยูจึงหันมาเจรจากับเพื่อนเก่าในวัยเรียนอย่าง ตนกู อับตุล รามานเพื่อต้องการอิสรภาพนี้เช่นเดียวกันโดยมีแนวความคิดร่วมกันว่าจะรวมสิงคโปร์เข้ากับมาเลเซียให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพราะเล็งเห็นว่าสิงคโปร์นั้นไม่มีทรัพยากรธรรมชาติที่จะเกื้อหนุนให้เกิดการพัฒนาตนเองไปสู่การเป็นประเทศที่พร้อมสมบูรณ์ในทุก ๆ ด้านได้ แนวความคิดนี้สำเร็จในปี พ.ศ. 2505 แต่แล้ว 2 ปีให้หลังก็ถูกต่อต้านจากชาวมาเลเซียที่ไม่ต้องการให้ชาวสิงคโปร์ซึ่งมีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากมาเลเซียนั้นเข้ามาอยู่ร่วมกับพวกตน ในขณะที่ชาวสิงคโปร์ก็ไม่ได้ชอบใจนักกับการถูกเหยียดชนชั้นจึงกลายเป็นการจลาจลครั้งใหญ่ ในที่สุดสีกวนยูก็ตัดสินใจนำสิงคโปร์แยกออกจากมาเลเซียและตัดสินใจประกาศอิสรภาพไม่ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษอีกต่อไปตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2508 เป็นต้นมา

 แม้ในช่วงแรกของการบิหารประเทศภายใต้พรรคกิจประชาชนจะไม่ราบรื่นนักและมีแนวโน้มจะถูกพรรคฝ่ายตรงข้ามโค่นล้มอำนาจ แต่ลีกวนยูก็ยังสามารถพัฒนาและนำพาสิงคโปร์ให้ไต่อันดับความน่าเชื่อถือในทุกๆด้านบนเวทีโลกได้สำเร็จ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจเขาสร้างความมั่งคั่งให้ชาติและสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับประชากรชาวสิงคโปร์จนในที่สุดสิงคโปร์ก็ได้เทียบชั้นแตะระดับการเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลกได้สำเร็จ ผลงานทั้งหลายรวมถึงนโยบายการบริหารประเทศของลีกวนยูทำให้เขาได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรียาวนายสืบมา แม้จะมีบางเสียงกล่าวว่าการบริหารของเขาคล้ายระบอบเผด็จการที่รัฐบาลมักจัดสรรทุกสิ่งทุกอย่างแบบเบ็ดเสร็จ อีกทั้งยังออกกฎหมายที่เข้มงวดในการปกครองและดูแลประชาชนจนเป็นที่โจษจันไปทั่วโลกถึงความเด็ดขาดของกฎหมายในสิงคโปร์ ตั้งแต่เรื่องที่ดูเหมือนเล็กน้อยอย่างการมักง่ายทิ้งขยะเลอะเทอะก็จะถูกรัฐปรับเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างการข้องเกี่ยวกับยาเสพติดที่ระบุโทษแขวนคอโดยไม่ต้องอุทรใด ๆ ทั้งสิ้น เช่นเดียวกับบทลงโทษของผู้ที่คดโกงและคอรัปชั่นเงินแผ่นดินก็จะถูกลากไปแขวนคอเช่นกัน ทุกวันนี้สิงคโปร์ประสบความสำเร็จในการเป็นประเทศเล็กๆที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับนานาชาติกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจ ศูนย์กลางการเงินการธนาคารโลก เมืองท่าและศูนย์การพาณิชย์ ตลาดหุ้น ศูนย์การแห่งการท่องเที่ยวที่ทันสมัยในภาคพื้นเอเชีย ทั้ง ๆ ที่สิงคโปร์ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติใด ๆ ในกำมือเลย  จึงถือได้ว่าลีกวนยูมีความเฉียบคมในการบริหารประเทศเขาวางกลยุทธ์การศึกษาให้กับเยาวชนโดยเฉพาะที่เห็นชัดเจนคือด้านภาษา ที่ส่งเสริมทั้งภาษาจีนกลาง ภาษาอังกฤษ และภาษาอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับสิงคโปร์ในแง่การค้าการลงทุน ที่สำคัญคือเทคโนโลยีล้ำยุคจากฟากฝั่งยุโรปและอเมริกาก็ได้รับการเผยแพร่ในสิงคโปร์ จนประชากรมีความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีกันอย่างคุ้นเคย รวมทั้งยังไม่ลืมส่งเสริมความรู้ด้านวัฒนธรรมของรากเหง้าแห่งชนชาติบรรพบุรุษ ทั้งหมดนี้ทำให้สิงคโปร์ที่เดิมเคยเป็นประเทศที่ไม่มีอะไรเลย กลายเป็นมาเป็นหนึ่งในประเทศแถวหน้าของโลก และแข็งแกร่งเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มเอเชียที่ได้รับการยอมรับของชาวโลกมาจนถึงทุกวันนี้









ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล
http://www.toursingapore.biz/%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B9%8C/





Post Modern

Post Modern คืออะไร 
Post Modern คือแนวความคิดที่มาหลังจากยุค modern ซึ่งเป็นช่วงหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่อะไรต่างๆถูกกำหนดอยู่ในหลักเกณฑ์และทฤษฏี แต่ยุค postmodern เป็นยุคที่ปฏิเสธสิ่งเดิมๆในยุคmodern โดยเน้นเสรีภาพและอิสระของบุคคล ไม่เชื่อในโลกของความจริง ไม่เชื่อเรื่องความเป็นสากล เพราะเชื่อว่าแต่ละคนแต่ละวัฒนธรรมนั้นมีเหตุผลของตัวเอง ไม่ควรจะให้ใครมาตัดสินว่าอันไหนสิ่งใดดีที่สุด แล้วคิดว่าสิ่งนั้นต้องดีสำหรับคนอื่นด้วย ดังนั้นจึงไม่คิดว่าสังคมที่คิดว่าเป็นสากลนั้นไม่มีจริง Post Modern เป็นยุคหลัง Modern จึงทำให้เกิดการถวิลหา คลาสิค เป็นยุคที่นำเอา ความแข็งกร้าว ตรงไปตรงมา สัจจะแห่งเนื้อแท้ มารวมกับ ความนุ่มนวล อ่อนช้อย ลวดลายมากมาย การปกปิดสัจจะแห่งเนื้อแท้มาก+น้อย = Post Modernง่ายๆ เอาตำรา The Seven Lamp for Architecture (เป็นตำราทางสถาปัตยกรรมเล่มแรกของโลก) รวมกับ Theory ของ บาวเฮ้าส์ มารวมกันก็ได้ Post Modern




หลักการโดยทั่วไปของ Post Modern คือการสร้างรูปแบบงานออกแบบใหม่ที่ไม่ใช่ทั้ง Modern และ รูปแบบ Classic แต่กลับเป็นการสร้างลูกผสมระหว่างทั้งสองรูปแบบขึ้นมาดังจะ เห็นได้จากผลงานส่วนใหญ่ของรูปแบบนี้จะมีการสร้างชิ้นงานแบบ Modern ที่เรียบง่าย และมีรูปทรงที่โดดเด่น เตะตา แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีการอ้างอิงถึงรายละเอียด หรือกลิ่นอายของงาน Classic ไปด้วยในตัว รูปแบบ Post Modern ก็มักจะมีการใช้สีสันที่สดใส หรือวัสดุที่แปลกใหม่ ตลอดจนรูปทรงที่แปลกตา เข้ามาใช้ในงานด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอาคาร สถาปัตยกรรม ทำให้เรามักจะได้เห็น อาคารรูปทรงแปลกประหลาด หรือมีสีสัน สดใสตัดกับอาคารสี่เหลี่ยมทึบตันรอบข้าง โผล่มาอย่าง น่าประทับใจ










ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล
http://history-edu-bybigindy.blogspot.com/2013/09/post-modern.html

เสวนาโครงการ "หญิงไทยในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ปัจจุบัน"

งานเสวนาโครงการ "หญิงไทยในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ปัจจุบัน"
โดยวิทยากรคือคุณวิกัลย์ พงศ์พนิตานนท์ หัวหน้าหอจดหมายเหตุศิริราชพยาบาล 
และคุณพิมพ์ฤทัย ชูแสงศรี บรรณาธิการบริหารนิตยสารลิซ


ณ พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว



 เนื่องด้วยในเดือนสิงหาคมนี้เป็นวาระครบ ๙๕ ปีแห่งวันอภิเษกสมรสของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพรรณี พระบรมราชินี และอีกทั้งในเดือนสิงหาคม ยังจัดเป็นเดือนวันสตรีไทยและแม่แห่งชาติอีกด้วย จึงทำให้ทางพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เห็นควรที่จะจัดโครงการสัมมนาเรื่อง "หญิงไทยในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ปัจจุบัน"
เพศแม่เป็นสัญลักษณ์แห่งการให้กำเนิดและความอุดมสมบูรณ์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ในยุคคลาสสิกได้รับการยกย่องเป็นเทพีแห่งสงคราม เทพีแห่งการเยียวยา เทพีแห่งการล่าสัตว์ แม้แต่ในสังคมอินเดีย เทพีหลายองค์ทรงเป็นศักติ หรือ พลังของเทพเจ้าสำคัญจำนวนไม่น้อยตามความเชื่อหลายลัทธิ

ผู้หญิงได้รับการปฏิบัติแตกต่างกันออกไปทั้งในโลกตะวันตกและโลกตะวันออก ตามความเชื่อทางศาสนาและค่านิยมในสังคม แต่หลังจากผ่านหนาวมาจนถึงวัยอาวุโสสูงสุด สตรีเพศทั้งในสังคมจีนและอินเดีย อาจมีสถานภาพเป็นผู้ชี้ทางอนาคตของครอบครัวบนสถานภาพของการเป็น "ผู้รู้และผู้สืบทอดภูมิปัญญา" ทั้งในเรื่องความเป็นอยู่และพิธีกรรมของครอบครัว โดยมีศาสนาและความเชื่อเป็นสายธารเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม



ในสังคมไทย เมื่อประมาณ ๒๐๐ ปีเศษที่ผ่านมา พฤติกรรมของผู้หญิงตัวเล็กๆ หลายคน อาจส่งผลกระทบไปถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรม โดยรวมอย่างคาดไม่ถึงอาทิ ในกรณีของอำแดงป้อมผู้เป็นสาเหตุให้ร้อนถึงพระเนตร พระกรรณพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจนถึงกับต้องชำระพระราชบัญญัติ อันเป็นต้นเค้าของกฎหมายตราสามดวงในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ 


ฎีกาที่  "ขัดฝืน"  ผู้หญิงที่น่าสงสารอย่าง "อำแดงเหมือน" ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงกับการส่งผลให้ประเพณีการคลุมถุงชนในสังคมไทยเสื่อมคลายภายใต้พระราชวินิจฉัยว่า "การแต่งกายของชายหญิงต้องเกิดจากความสมัครใจ"  อีกทั้งยังส่งผลให้มีการประกาศพระราชบัญญัติลักพา พ.ศ. ๒๔๐๘ และพระราชบัญญัติผัวขายเมีย พ.ศ.๒๔๑๐ อันเป็นการปูพื้นฐานสิทธิมนุษยชนและการเลิกทาสในรัชสมัยต่อมา ทำให้คำกล่าวที่ว่า"ผู้หญิงเป็นควาย ผู้ชายเป็นคน " ในอดีตเลือดหายไปจากความทรงจำของผู้คนในสังคม

ในยุคปลายสังคมจารีตสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นแบบอย่างของการยกย่องสถานภาพของสตรี ตามค่านิยมของ "สังคมผัวเดียวเมียเดียว"แบบตะวันตก โดยทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพรรณี  พระบรมราชินีแต่เพียงพระองค์เดียว พระราชจริยาวัตรนี้ส่งผลระดับหนึ่งต่อสถาบันครอบครัวในเวลาต่อมา แต่เป็นที่น่าแปลกในที่สังคมไทยแม้จะให้ความสำคัญต่อคำสาบาน  ดังพันธะที่มีต่อพระราชพิธีศรีสัจปานกาลมาแต่ครั้งอดีต  กลับไม่เคยแยแสต่อการสาบานว่าจะซื่อสัตย์ต่อคู่สมรสจนกว่าจะตายจากไป


ร่องรอยการให้  "เครดิต" แก่ผู้หญิงครั้งสำคัญที่สุดในยุคเปลี่ยนผ่านสู่สังคมประชาธิปไตย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ ปรากฎในธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราวฉบับแรก กำหนดให้ผู้หญิงไทยได้รับสิทธิทางการเมืองเท่าเทียมกับผู้ชาย ขณะที่สตรีหลายชาติทั้งในโลกตะวันตกที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจแล้ว กลับยังไม่ได้สิทธิดังกล่าว  ในขณะที่สังคมโลกตระหนักถึงสิทธิสตรี ทั้งรัฐไทยและสังคมไทยโดยรวม ทัศนะที่มีต่อผู้หญิงมีพัฒนาการอย่างไรบ้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๗ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมการเมือง นิติบัญญัติ และวัฒนธรรมส่งผลกระทบต่อบทบาทของผู้หญิงอย่างไร ปัจจัยเกื้อหนุนและบั่นทอนย้อนกลับต่อบทบาทของผู้หญิงอันเนื่องมาจากกฎหมายบางอย่าง และขอบเขตของการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงเกิดจากตัวแปรหลายอย่าง 
การอ้างความรักความหึงหวงแล้วแปรเปลี่ยนมาเป็นการทำร้ายคนเพศแม่อย่างโหดร้าย  การลดความสำคัญของสตรีหลังการแต่งงาน ทำให้ผู้หญิงขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ตาม สิทธิทางการเมืองและการศึกษาก็ทำให้สตรีจำนวนไม่น้อยประสบความสำเร็จในวิชาชีพของตน ซึ่งโครงการสัมมนานี้ได้มีการเชื่อมโยงเกี่ยวกับเนื้อหานิทรรศการถาวรของพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นการเผยแพร่พระราชประวัติและพระราชกรณีกิจสำคัญในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว




ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล
https://www.facebook.com/kingprajadhipokmuseum

ญี่ปุ่น ดินแดนอาทิตย์อุทัย



ประเทศญี่ปุ่น
ญี่ปุ่น เป็นประเทศหมู่เกาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ทางตะวันตกติดกับคาบสมุทรเกาหลี และสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีทะเลญี่ปุ่นกั้น ส่วนทางทิศเหนือ ติดกับประเทศรัสเซีย มีทะเลโอฮอส์คเป็นเส้นแบ่งแดน ด้วยญี่ปุ่นมีเนื้อที่กว่า 377,873 ตารางกิโลเมตร ญี่ปุ่นจึงเป็นประเทศที่ใหญ่เป็นขนาดอันดับที่ 62 ของโลก และประกอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่กว่า 3,000 เกาะ เกาะที่ใหญ่ที่สุดก็คือเกาะฮอนชู ฮอกไกโด คิวชู และ ชิโกกุ ตามลำดับ เกาะของญี่ปุ่นส่วนมากจะเป็นหมู่เกาะภูเขา ซึ่งในนั้นมีจำนวนหนึ่งเป็นภูเขาไฟ เช่นภูเขาไฟฟูจิ ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศ เป็นต้น ประชากรของญี่ปุ่นนั้นมีมากเป็นอันดับที่ 10 ของโลก คือมากกว่า 128 ล้านคน


ภูมิประเทศ
ญี่ปุ่นเป็นประเทศหมู่เกาะ ซึ่งประกอบไปด้วยเกาะต่าง ๆ กว่า 6,800 เกาะ เรียงรายเป็นแนวยาวจากด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ของมหาสมุทรแปซิฟิก และตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของโลก จึงเป็นที่มาของชื่อ " ดินแดนอาทิตย์อุทัย " จุดทางใต้สุดอยู่ที่เส้นรุ้งประมาณ 24 องศาเหนือ และเหนือสุดที่ประมาณ 45 องศาเหนือ มีพื้นที่ประมาณ 377,800 ตารางกิโลเมตร ความยาวจากเหนือจรดใต้ ประมาณ 2,800 กิโลเมตร ญี่ปุ่นมีขนาดเล็กกว่าไทยประมาณ 0.7 เท่า แต่มีประชากรมากกว่าประมาณ 2 เท่า  ญี่ปุ่นประกอบไปด้วยเกาะหลัก 4 เกาะคือ ฮอกไกโด ฮอนชู ชิโกกุและคิวชิว เกาะฮอนชูซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด ยังแบ่งเป็น 5 ภาค เรียงจากเหนือลงมาคือ โทโฮะกุ คันโต จูบุ คิงคิ และจูโงกุ มีจังหวัดต่าง ๆ ทั้งหมด 47 จังหวัด 


แบ่งเป็นเมืองต่าง ๆ รวมทั้งหมดมากกว่า 650 เมือง โดยมีโตเกียวเป็นเมืองหลวงของประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 พื้นที่ประมาณ 3 ใน 4 ของญี่ปุ่น จะเป็นภูเขาและเนินเขา ซึ่งอุดมไปด้วยป่าไม้ แม้ว่าความต้องการใช้ไม้จะมีมาก แต่การตัดไม้นั้นมีน้อย เนื่องจากญี่ปุ่นหันไปนำเข้าไม้ราคาถูกจากต่างประเทศ แทนการทำลายป่าพื้นที่ราบจะเป็นพื้นที่สำหรับการกสิกรรม และที่ตั้งของเมืองต่าง ๆ พื้นที่ราบที่ใหญ่ที่สุดอยู่บริเวณใจกลางอ่าวโตเกียว คือที่ราบคันโต นอกจากนั้นก็ยังมีที่ราบโทโฮะกุทางตอนเหนือของเกาะฮอนชูที่ราบในฮอกไกโด และที่ราบเขตอุตสาหกรรมนาโงย่า-โอซาก้า ที่ราบเหล่านี้จะแน่นขนัดไปด้วยบ้านเรือน โรงงาน ที่ดินเกษตร และสาธารณูปโภค คิดเป็น 20% ของที่ดินโดยรวมทั้งประเทศ

ประวัติญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นนั้นถือกำเนิดขึ้นมายาวนั้นแล้วตั้งเป็น 10,000 ปีก่อนคริสตกาลโน่น 10,000 -300 ปี ก่อนคริสตกาล อยู่ในรัชสมัยโจมอน ช่วง 300 ปี ก่อนคริสตกาล-ค.ศ. 600 เป็นรัชสมัยโคฟุน ช่วงค.ศ.600-ค.ศ.710 เป็นรัชสมัยของอาซึกะ ช่วงค.ศ..710-ค.ศ.794 เป็นรัชสมัยนารา  ช่วงค.ศ.794-ค.ศ.1185 เป็นช่วงของรัชสมัยเฮอัน ช่วงค.ศ.1185-1333 เป็นรัชสมัยของคามาคุระ  ช่วงค.ศ.1333-ค.ศ1336 เป็นช่วงรัฐสมัยของเคมมุ ช่วงค.ศ. 1336-1573 เป็นรัชสมัยของมุโรมาจิ ซึ่งท่านโชกุนอาชิคางะ โยชิมัตสึ และอึ๊กคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญาก็มีชีวิตอยู่ในสมัยนี้นั่นเอง


ช่วงค.ศ.1573-1600 เป็นช่วงรัชสมัยของอาซุชิ-โมโมยามา ช่วงค.ศ.1600-1867 เป็นช่วงรัชสมัยของโตกูกาว่า ต่อมาค.ศ.1868-1912 เป็นรัชสมัยของเมจิ โดยจักรพรรดิมัตซึฮิโต ช่วงค.ศ.1912-1926 เป็นช่วงรัชสมัยไทโช โดยจักรพรรดิโยชิฮิโตะ ช่วงค.ศ. 1926-1989 เป็นรัชสมัยโชวะ (Showa) โดยจักรพรรดิฮิโรฮิโตะ และจากค.ศ.1989 จนถึงปัจจุบันเป็นรัชสมัยเฮเซ (Heisei) โดยจักรพรรดิอากิฮิโต


ภูมิอากาศ


      ญี่ปุ่นมีภูมิอากาศแบบเขตอบอุ่น ฤดูใบไม้ผลิ (ฮารุ) มีอากาศที่สบาย น่าอยู่อาศัย ต้นไม้เริ่มผลิดอกออกใบ ในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิมีดอกซากุระบานสะพรั่ง ไล่จากคิวชูไปจนถึงฮอกไกโดเป็นที่สุดท้าย ฤดูร้อน (นัตซึ) อากาศค่อนข้างร้อนแบบเหนอะหนะ ฤดูใบไม้ร่วง (อะกิ) อากาศแห้งและเย็นสบาย ใบไม้กลายเป็นสีเหลืองทอง ในขณะที่ฤดูหนาว (ฟุยุ) อากาศค่อนข้างหนาวเย็น  แต่เนื่องจากพื้นที่ของประเทศที่ทอดเป็นแนวยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร ทำให้ภูมิอากาศของแต่ละท้องถิ่น มีความแตกต่างกันออกไป ทางเหนือของญี่ปุ่น ในแถบฮอกไกโดมีอากาศหนาวเย็นคล้ายยุโรป มีหิมะตกหนักในฤดูหนาว ด้วยลมหนาวจากไซบีเรีย ได้พัดเอาความชื้นจากทะเลญี่ปุ่นเข้ามา ในขณะที่พื้นที่ทางใต้ของคิวชูและโอกินาวา มีสภาพอากาศค่อนไปทางเขตร้อนชื้น และมีฝนตกชุกในฤดูฝน
ฤดูกาลแบ่งออกเป็น 4 ฤดูคือ
ฤดูหนาว ประมาณเดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์
ฤดูใบไม้ผลิ ประมาณเดือนมีนาคม - พฤษภาคม
ฤดูร้อน ประมาณเดือนมิถุนายน - สิงหาคม
ฤดูใบไม้ร่วง ประมาณเดือนกันยายน - พฤศจิกายน
ช่วงที่มีฝนตกมากที่สุดอยู่ในเดือนมิถุนายน ไปจนถึงกลางเดือนกรกฎาคม
ช่วงที่มีพายุไต้ฝุ่นจะอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคม - กันยายน
ช่วงที่ร้อนที่สุดคือเดือนสิงหาคม





ประชากร
จากการสำรวจใน พ.ศ. 2548 ญี่ปุ่นมีประชากรประมาณ 127.77 ล้านคน ประชากรส่วนใหญ่ใช้ภาษาและมีวัฒนธรรมที่เหมือนกัน โดยมีชาวต่างชาติ เช่นชาวเกาหลี จีน บราซิล ฟิลิปปินส์ และชาติอื่น ๆ ประมาณร้อยละ 1.2 ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามเมืองใหญ่ เชื้อชาติส่วนใหญ่คือเชื้อสายชาวยะมะโตะ และมีชนกลุ่มน้อยเช่นชาวไอนุและชาวริวกิว รวมทั้งชนกลุ่มน้อยทางสังคมที่เรียกว่าบุระกุ ประชากรญี่ปุ่นมีอายุคาดหมายเฉลี่ยประมาณ 82.07 ปี จึงนับเป็นประเทศที่มีประชากรอายุยืนยาวที่สุดประเทศหนึ่งในโลก โครงสร้างประชากรของญี่ปุ่นเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเด็กที่เกิดมาในยุคเบบี้บูมหลังสงครามโลกเริ่มเข้าสู่วัยชรา ในขณะที่อัตราการเกิดตั้งแต่ พ.ศ. 2532 มีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ จึงทำให้จำนวนประชากรค่อย ๆ ลดลง (มีการประมาณว่าจะลดลงต่ำกว่า 100 ล้านคนในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 25) ในขณะที่สัดส่วนของผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ (ในปี พ.ศ. 2550) ประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปมีมากถึง 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด) การที่โครงสร้างประชากรเปลี่ยนไปทำให้เกิดปัญหาสังคมหลายอย่าง เช่นปัญหาแรงงานที่ลดลง และภาระเงินบำนาญของคนหนุ่มสาวเพิ่มมากขึ้น 

ศาสนา
จากการสำรวจพบว่าคนญี่ปุ่นร้อยละ 51.8 ระบุว่าตนไม่มีศาสนา  ศาสนาในญี่ปุ่นถูกผสมผสานจนทำให้พิธีกรรมทางศาสนานั้นมีความหลากหลาย เช่น พ่อแม่พาลูกไปศาลเจ้าชินโตเพื่อทำพิธีชิจิ-โกะ-ซัน แต่งงานในโบสถ์คริสต์และฉลองในวันคริสมาส จัดงานศพแบบพุทธ และบูชาบรรพบุรุษแบบขงจื้อ นอกจากนี้ ตั้งแต่ต้นพุทธศตววรษที่ 25 มีลัทธิต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายเช่น ลัทธิเทนริเคียว และลัทธิโอมชินลิเกียว

ภาษา
ประชากรมากกว่าร้อยละ 95 ใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาแม่ ภาษาญี่ปุ่นมีวิธีการผันคำกริยาและคำศัพท์ที่แสดงถึงสถานะระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง ซึ่งแสดงถึงลักษณะสังคมที่มีระดับขั้นของญี่ปุ่น ภาษาพูดนั้นมีทั้งภาษากลางและสำเนียงของแต่ละท้องถิ่น 

การศึกษา
ระบบการศึกษาในระดับประถม มัธยม และอุดมศึกษาถูกนำมาใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2451 ซึ่งเป็นผลจากการปฏิรูปเมจิ  ตั้งแต่ พ.ศ. 2490 การศึกษาภาคบังคับของญี่ปุ่นมีระยะเวลา 9 ปี ตั้งแต่ประถมศึกษาจนจบมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งเกือบทั้งหมดจะเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายต่อ จากข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่นใน พ.ศ. 2547 พบว่าร้อยละ 75.9 ของผู้จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจะเรียนต่อในมหาวิทยาลัย วิทยาลัย หรือสถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ  การศึกษาในญี่ปุ่นเต็มไปด้วยการแข่งขันโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสอบเข้าเพื่อเรียนต่อในมหาวิทยาลัย โครงการประเมินผลการศึกษานานาชาติ ซึ่งจัดขึ้นโดยโออีซีดีจัดอันดับให้เด็กญี่ปุ่นมีความรู้และทักษะเป็นอันดับ6 ของโลก มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในญี่ปุ่น เช่น มหาวิทยาลัยโตเกียว มหาวิทยาลัยเคโอ และ มหาวิทยาลัยเคียวโตะ เป็นต้น

 วัฒนธรรม
วัฒนธรรมญี่ปุ่นมีวิวัฒนาการมายาวนานตั้งแต่วัฒนธรรมยุคโจมงซึ่งเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของประเทศ จนถึงวัฒนธรรมผสมผสานร่วมสมัยซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ ศิลปะดั้งเดิมของญี่ปุ่นมีทั้งงานฝีมือ เช่น อิเกะบะนะ (การจัดดอกไม้) โอะริงะมิ อุกิโยะ-เอะ ตุ๊กตา เครื่องเคลือบ เครื่องปั้นดินเผา การแสดง เช่น คะบุกิ โน บุนระกุ ระกุโงะ และประเพณีต่าง ๆ เช่น การละเล่น พิธีชงชา ศิลปการต่อสู้ สถาปัตยกรรม การจัดสวน ดาบ และอาหาร การผสมผสานระหว่างภาพพิมพ์กับศิลปะตะวันตก นำไปสู่การสร้างสรรค์มังงะหรือหนังสือการ์ตูนของญี่ปุ่นที่เป็นที่นิยมทั้งในและนอกญี่ปุ่น แอนิเมชันที่ได้รับอิทธิพลมาจากมังงะเรียกว่า อะนิเมะ วงการเกมคอนโซลของญี่ปุ่นเจริญรุ่งเรืองอย่างมากตั้งแต่ พ.ศ. 2523

สถานที่ท่องเที่ยว
1. กรุงโตเกียว (Tokyo) 



กรุงโตเกียวชื่อเดิมคือ เอโดะ จนใน ค.ศ.1868 ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น โตเกียว (Tokyo มีความหมายว่า เมืองหลวงตะวันออก) และจักรพรรดิเมจิได้เสด็จย้ายจากเมืองหลวงเกียวโตมาประทับยังกรุงโตเกียว ฉะนั้น กรุงโตเกียวจึงได้กลายเป็นเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ปัจจุบันกรุงโตเกียวหรือมหานครโตเกียว เป็นศูนย์กลางทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจแห่งหนึ่งของโลก

2. วัดเซ็นโซจิ วัดเซ็นโซจิ
เป็นสัญลักษณ์ของย่านอาซากุสะเป็นวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดในแถบคันโตและมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ที่มาเยี่ยมชมวัดเซ็นโซจิแห่งนี้ทุกปี ในอนาบริเวณวัดมีร้านขายของที่ระลึกตั้งเป็นแถวยาวให้เลือกซื้อ ตำนานวัดเซ็นโซจิที่เล่าต่อๆกันมาว่า มีชายหาปลาสองคนพี่น้องมาทอดแหในแม่น้ำ แต่ได้รูปปั้นรูปปั้นพระโพธิสัตว์(คนญี่ปุ่นเรียกพระโพธิสัตว์ว่า kannon) แทนหัวหน้าหมู่บ้านจึงสร้างวัดขึ้นใน ค.ศ. 628 เพื่อประดิษฐานรูปปั้นพระโพธิสัตว์ และ ในเวลาใกล้เคียงกันที่พบรูปปั้น ได้ปรากฏมังกรทองตัวหนึ่งเลื้อยลงมาจากสวรรค์




3. โตเกียวดิสนีย์แลนด์



โตเกียวดิสนีย์แลนด์ Tokyo Disney land สถานที่ที่โปรดปรานของคนญี่ปุ่น,มหัศจรรย์ดั่งต้นตำหรับอเมริกา ถึงแม้ว่าดิสนีย์แลนด์ต้นตำหรับจะอยู่ที่อเมริกา แต่ที่ญี่ปุ่นก็มิได้มีเครื่องเล่นหรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่น้อยกว่าเลย พร้อมกับการเสร็จสมบูรณ์ของโตเกียวดิสนีย์ซี,สวนสนุกได้ขยายขนาดเป็น "โตเกียวดิสนีย์รีสอร์ททำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวซึ่งมีผู้เข้าชม 20 ล้านคนต่อปี






ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล
th.wikipedia.org/wiki/ประเทศญี่ปุ่น
www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m3-9/.../index.html