ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศโปรตุเกส
เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1511 เมื่อ อาโฟโซ ดาลบูเคอร์ค อุปราชโปรตุเกสประจำภาคตะวันออก
ได้ส่งทูตคนแรก คือ ดูอาร์เต เฟอร์นันเดส เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาเพื่อขอเจริญไมตรีกับพระมหากษัตริย์ไทย
ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดี ที่ 2 (ค.ศ. 1491-1529) ซึ่งขณะนั้นกรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองที่มั่งคั่ง
และอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งพืชพันธุ์ธัญญาหารและของป่าหายาก
ประกอบกับกรุงศรีอยุธยามีสภาพเป็นเกาะมีแม่น้ำซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมหลักล้อมรอบทั้ง
3 ด้าน สะดวกต่อการติดต่อค้าขายและขนส่งสินค้า
กรุงศรีอยุธยาจึงเป็นศูนย์กลางการค้าใหญ่ที่สำคัญในเอเชีย
หลังจากที่โปรตุเกสได้ขยายอำนาจมาถึงเมืองมะละกา
ซึ่งเคยอยู่ภายใต้การปกครองของอยุธยามาก่อน โปรตุเกสเกรงจะเกิดปัญหาบาดหมางกับไทยในภายหลัง
อีกทั้งต้องการติดต่อค้าขายกับไทยด้วย จึงได้ส่งทูตมาเจริญสัมพันธไมตรี
นับเป็นชาวยุโรปชาติแรกที่เดินทางเข้ามายัง กรุงศรีอยุธยา
ก่อนหน้าชาวยุโรปชาติอื่นๆ เป็นเวลากว่า 100 ปี
การเจริญสันพันธไมตรีทางพระราชสาสน์อย่างเป็นทางการในอีกห้าปีต่อมา
ในปีค.ศ. 1516 เมื่อดาลบูเคอร์คได้จัดส่งทูตที่มีอำนาจเต็มมาจากพระเจ้ามานูแอล ที่ 1 แห่งโปรตุเกส คือ
ดูอาร์เต โกเอโย่ เพื่อมาทำสัญญาพันธไมตรีกับอยุธยาอย่างเป็นทางการ
ซึ่งทางอยุธยาเองก็ให้การตอบรับอย่างดี
โดยมีนัยสำคัญแห่งสนธิสัญญาเป็นไปเพื่อการค้าและการเผยแพร่ศาสนา กล่าวคือ
ทางการค้า อยุธยาจะให้ความสะดวกและสิทธิพิเศษต่างๆ ต่อพ่อค้าชาวโปรตุเกสที่มาค้าขายอยู่ในกรุงศรีอยุธยาและเมืองท่าต่างๆ
และยอมให้ชาวเมืองที่อยู่ในกรุงศรีอยุธยาไปทำมาค้าขายที่เมืองมะละกาได้
ส่วนโปรตุเกสก็จะช่วยหาสินค้าที่ไทยต้องการ เช่น อาวุธปืนและกระสุนดินดำให้อยุธยา
และให้ปฏิบัติกิจทางศาสนาได้อย่างเสรี สนธิสัญญาฉบับนี้เป็นฉบับแรกที่ไทยทำกับประเทศตะวันตก
เมื่อโกเอโย่จะเดินทางกลับ ทางอยุธยาก็จัดส่งทูตตามไปเพื่อถวายพระราชสาสน์ต่อพระเจ้ามานูแอล
ที่ 1 อีกด้วย
จากความสัมพันธ์ทางด้านการค้าขายได้พัฒนาขึ้นเมื่อสินค้าที่สำคัญอย่างหนึ่งเป็นที่ต้องการของอยุธยาในสมัยนั้น
คือ อาวุธปืนและกระสุนดินปืน
เนื่องจากอยุธยากำลังทำสงครามกับพม่าที่เมืองเชียงกราน ในปี ค.ศ. 1538
ได้มาทหารอาสาชาวโปรตุเกสจำนวน 120 คน
เข้ามารับราชการสงครามในกองทัพไทย และได้ให้คำแนะนำทางการทหารต่างๆ
รวมถึงการใช้ปืนแบบยุโรป ทำให้กรุงศรีอยุธยามีชัยชนะในศึกครั้งนั้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ทหารอาสาชาวต่างชาติในกองทัพอยุธยาที่เรียกว่า “กองทหารแม่นปืน”ในเวลาต่อมา
และจากความดีความชอบในสงครามเมืองเชียงกราน สมเด็จพระชัยราชาธิราช ค.ศ.1534-1546
จึงทรงตอบแทนโดยอนุญาตให้ชาวโปรตุเกสเข้ามาตั้งภูมิลำเนาในราชอาณาจักรอยุธยา
พร้อมทั้งพระราชทานที่ดินริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยานอกกำแพงเมืองใช้ชาวโปรตุเกสได้สร้างโบสถ์ในคริสต์ศาสนา
นิกายโรมันคาทอลิก ขึ้นเป็นครั้งแรกในราชอาณาจักรสยาม
(ปัจจุบันหมู่บ้านโปรตุเกสตั้งอยู่ในเขตตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) นอกจากที่กรุงศรีอยุธยาแล้ว
ได้มีชาวโปรตุเกสเข้าไปพำนักอยู่ที่หัวเมืองต่างๆ ของไทย ที่ปัตตานี นครศรีธรรมราช
ทวาย และตะนาวศรี อีกด้วย
ความสัมพันธ์ทางด้านการค้าระหว่างไทยและโปรตุเกสในราชอาณาจักรอยุธยา เจริญรุ่งเรืองเป็นเวลากว่าศตวรรษโดยไม่มีชาติตะวันตกใดมาแข่งขัน เนื่องจากสเปนได้เดินเรือไปทางตะวันตก ส่วนอังกฤษ ฮอลันดา และฝรั่งเศสยังไม่เจริญรุ่งเรืองพอที่จะเดินเรือมาค้าขายไกลๆ ถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ นอกจากพวกพ่อค้าแล้ว ยังมีนักผจญภัยที่ได้เข้ามารับราชการในกองทัพไทย ซึ่งทหารชาวโปรตุเกสเหล่านี้เป็นผู้นำวิชาการทางการทหารแบบตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ให้แก่คนไทย เช่น วิชาการใช้และทำปืนไฟ การสร้างป้อมต่อต้านปืนไฟ การตัดถนนโดยการใช้เข็มทิศส่องกล้อง เป็นต้น รวมถึงมีทหารอาสาเข้ารับราชการสงครามในกองทัพอยุธยาหลายครั้งจนสิ้นสมัยกรุงศรีอยุธยา และที่น่าสนใจเกี่ยวกับรายนาม ขุนนางกรมฝรั่งแม่นปืนในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ค.ศ. 1590-1605 ได้กล่าวถึง ขุนกะลมาพิจิตร์ ที่แต่งตั้งแก่ชาวโปรตุเกสที่มีความดีความชอบ ทั้งนี้ราชทินนามนี้ยังคงมีปรากฏอยู่จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีเชื้อสายสืบทอดมาจนถึงพวกคริสต์ศาสนิกชนที่อยู่ตำบลกุฎีจีน (วัดซางตาครู้ส) อันเป็นต้นตระกูลกัลป์มาพิจิตร์ในปัจจุบัน
อาจกล่าวได้ว่าสิงที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง
ซึ่งราชอาณาจักรสยามได้รับพร้อมกับการเข้ามาของฝรั่งชาติแรก คือ โปรตุเกส นั่นคือ
คริสต์ศาสนา ในช่วงนั้นศูนย์กลางอำนาจและศาสนาของโปรตุเกสอยู่ที่อินเดีย
พระสังฆราชอยู่ที่เมืองกัว
สิทธิปกครองคริสตชนทุกแห่งที่อยู่ใต้ปกครองของโปรตุเกสในภูมิภาคนี้
แม้ว่าในระยะแรกยังไม่พบหลักฐานที่ยืนยันได้ว่ามีมิชชันนารีเข้ามาเผยแพร่พระวรสารอย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นไปได้มากที่น่าจะมีมิชชันนารีเข้ามาทำหน้าที่อภิบาลชาวโปรตุเกสที่นับถือศาสนาคริสต์อยู่แล้ว
ซึ่งได้เดินทางมาติดต่อค้าขายทางดินแดนตะวันออกรวมถึงกรุงศรีอยุธยาด้วย
จนกระทั่งมีหลักฐานที่ชี้ชัดได้แน่นอนว่ามีมิชชันนารีคณะโดมินิกัน 2 ท่าน คือ บาทหลวงเยโรนิโม ดา ครู้ส และบาทหลวง เซบาสติอาว ดา กันโต
ที่เดินทางเข้ามาในกรุงศรีอยุธยาเป็นครั้งแรก ในรัชกาลของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ค.ศ.1548-1568 แต่ปีที่มิชชันนารีทั้งสองเข้ามานั้นมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง เกี่ยวกับเรื่องนี้คุณพ่อสุรชัย ชุ่มศรีพันธุ์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ
25 ปี ไทย-วาติกัน ว่า
จากเอกสารของคณะโดมินิกันระบุว่ามิชชันนารีทั้งสองเข้ามาในประเทศสยามในปี ค.ศ. 1567
และหลังจากนั้นก็มีมิชชันนารีคณะโดมินิกันและฟรังซิสกันทยอยเข้ามาเผยแพร่ธรรมในประเทศสยามเป็นระยะ มีทิ้งช่วงอยู่บ้างหลายตอน คณะฟรังซิสกันเริ่มเข้ามาครั้งแรกในปี ค.ศ. 1582 ต่อมาในปี ค.ศ.1607 คณะสงฆ์เยสุอิตได้เข้ามากรุงศรีอยุธยาอีกคณะหนึ่งด้วย และมีพระสงฆ์เยสุอิตทยอยกันเข้ามาเรื่อยๆ
จนในที่สุดได้มีการจัดสร้างที่อยู่อย่างถาวร วัด โรงเรียน และวิทยาลัยซาน
ซัลวาดอร์ (San Savador) ขึ้น โดยส่วนใหญ่พวกมิชชันนารีคณะเยสุอิตนี้จะทำงานกับชาวญี่ปุ่นที่มีค่ายของตนอยู่ในกรุงศรีอยุธยา
เช่นเดียวกับชนชาติอื่นๆ และคณะเอากุสเนียนเข้ามาในปี ค.ศ. 1677 บรรดามิชชันนารีคณะต่างๆเหล่านี้เข้ามาเผยแพร่พระวรสารในดินแดนสยามนี้
มีทั้งชาวโปรตุเกส ชาวสเปน ชาวอิตาเลียน ชาวโปแลนด์ ถึงแม้จะมาจากหลายเชื้อชาติ
แต่ก็ต้องเข้ามาในนามของกษัตริย์โปรตุเกส
เนื่องด้วยโปรตุเกสได้รับสิทธิ์ปาโดรอาโด (Padroado) จากพระศาสนจักร
ให้เป็นผู้รับผิดชอบในการเผยแพร่พระวรสารในดินแดนที่ค้นพบใหม่ทางตะวันออก
เช่นเดียวกับที่มอบสิทธิ์นี้ให้กับสเปนในดินแดนทางตะวันตก ด้วยเหตุนี้ กรุงศรีอยุธยาเป็นดินแดนที่ไม่เบียดเบียนศาสนา
พระมาหากษัตริย์สยามทรงมีขันติธรรมทางศาสนา
การที่ทรงยินยอมให้เผยแพร่ศาสนาคริสต์ได้ในราชอาณาจักรไทย
รวมถึงพระราชทานที่ดินตั้งโบสถ์ประกอบพิธีทางศาสนาได้อย่างเสรี
ด้วยมั่นใจว่าคนไทยคงไม่หันไปนับถือศาสนาคริสต์ ทั้งนี้พวกมิชชันนารีเหล่านี้ได้นำวิชาการสมัยใหม่จากตะวันตก
ที่เป็นประโยชน์เข้ามาในราชสำนักอยุธยาด้วย เช่น วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์
การสาธารณสุข เป็นต้น แต่ทว่าการเผยแพร่ศาสนาของมิชชันนารีเหล่านี้ก็มิได้ประสบผลสำเร็จในหมู่คนไทยซึ่งนับถือศาสนาพุทธอย่างแน่นแฟ้นแล้ว แต่จะได้ผลดีกว่าในบรรดาเชลยศึกที่อยู่ในอาณาจักร
จากเอกสารของชาวฝรั่งเศสที่เขียนขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ทำให้ทราบได้ว่ามีผู้นับถือคริสตศาสนาที่อยู่ในกรุงศรีอยุธยานี้ มีมิชชันนารีชาวโปรตุเกส 10 องค์ ชาวสเปน 1 องค์ และมีคริสตชนทั้งหมดประมาณสองพันคน
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวโปรตุเกสที่มาจากมะละกาและอินเดีย
ชุมชนชาวโปรตุเกสเป็นชาวตะวันตกที่ใหญ่ที่สุดในกรุงศรีอยุธยา
และเป็นที่ยอมรับนับถือของสังคม ภาษาโปรตุเกสเป็นที่แพร่หลาย
และใช้เป็นภาษาราชการในการติดต่อกับชาติตะวันตกในระยะแรกๆ
ต่อมาเมื่อบทบาททางทะเลของโปรตุเกสในดินแดนต่างๆ
ลดน้อยลง เนื่องจากการขยายอำนาจของฮอลันดา สเปน อังกฤษ และฝรั่งเศส นับตั้งแต่ปี
ค.ศ. 1597 ฮอลันดาเริ่มมีอำนาจมากขึ้น เมื่อโปรตุเกสถูกรวมเข้ากับสเปนเป็นเวลากว่า 60 ปี ค.ศ. 1580-1640 ฮอลันดาและอังกฤษได้เข้ามารทำการค้าขายแข่งกับสเปนซึ่งรวมโปรตุเกสไว้ด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับโปรตุเกสก็เริ่มก่อเค้าปัญหายุ่งยากขึ้น เมื่อฮอลันดาสามารถแย่งเส้นทางการค้าทางตะวันออกจากชาวโปรตุเกสได้สำเร็จ
และได้เริ่มเข้ามาติดต่อค้าขายกับกรุงศรีอยุธยาในช่วงปลายรัชกาลของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
และความสัมพันธ์ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นในรัชกาลต่อมา คือ สมเด็จพระเอกาทศรถ ค.ศ. 1605-1610
พระองค์ทรงให้การต้อนรับฮอลันดาเป็นอย่างดี
เนื่องจากทรงต้องการที่จะให้ฮอลันดาช่วยถ่วงดุลอำนาจของโปรตุเกสที่ได้ขยายอำนาจเข้ามาใกล้เขตแดนไทย
ซึ่งอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของราชอาณาจักร
โดยที่ไทยได้เสนอสิทธิประโยชน์ทางการค้าให้แก่ฮอลันดา
และได้เสนอเมืองท่าให้ตั้งสถานีการค้าได้ ซึ่งทำให้โปรตุเกสไม่พอใจเป็นอย่างมาก
แต่นโยบายดังกล่าวไม่ประสบผลเท่าไหร่นัก
เนื่องจากฮอลันดาไม่ต้องการที่จะเกี่ยวข้องทางการเมืองแต่อย่างใด นอกจากเรื่องการค้าเท่านั้น
ในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ค.ศ.1610-1628 ในปี ค.ศ.1613
พม่าได้ยึดเมืองเมาะตะมะและพยายามจะตีตะนาวศรีและมะริด แต่ไทยก็สามารถป้องกันเมืองทั้งสองไว้ได้
โดยมีกองทหารอาสาโปรตุเกสเป็นกำลังสำคัญ ทางอยุธยาเห็นว่าคงไม่สามารถพึ่งพาฮอลันดาในเรื่องการสกัดกั้นการรุกรานของพม่าได้
จึงเปลี่ยนนโยบายมาขอความช่วยเหลือจากโปรตุเกส
จึงได้ส่งคณะทูตไปเมืองกัวเพื่อขอบคุณที่โปรตุเกสช่วยเหลือในการรบกับพม่า
และยินดียกเมืองเมาะตะมะให้โปรตุเกสใช้เป็นฐานทัพเรือ และได้ขอให้รัฐบาลโปรตุเกสที่เมืองกัวส่งธรรมทูตมาอภิบาลคริสตชนที่กรุงศรีอยุธยาด้วย
ทั้งนี้ทางอยุธยาได้เอาใจโปรตุเกสโดยมีจุดประสงค์ให้โปรตุเกสถ่วงดุลอำนาจของฮอลันดา โปรตุเกสได้เจรจาขอให้สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมขับไล่พวกฮอลันดาออกนอกราชอาณาจักรไทย
ทว่าพระองค์ไม่มีพระประสงค์เช่นนั้น ทรงให้ความเสมอภาคแก่ทุกชาติ
ทรงเห็นว่าการที่ไทยจะติดต่อกับฮอลันดาไม่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับโปรตุเกส
อีกทั้งไม่ต้องการที่จะเป็นศัตรูกับฮอลันดา แต่กระนั้นทางกรุงศรีอยุธยาก็มิได้ตัดไมตรีกับโปรตุเกส ในปี ค.ศ. 1618 ไทยได้ส่งคณะทูตเพื่อนำเครื่องราชบรรณการไปถวาย พระมหากษัตริย์โปรตุเกส
แต่ในที่สุดคณะทูตไทยก็เดินทางไปถึงเมืองกัวเท่านั้น
ทางเมืองกัวต้องจัดส่งพระราชสาสน์และบรรณาการไปประเทศโปรตุเกสเอง ในปี ค.ศ.1624
การแข่งขันระหว่างโปรตุเกสกับฮอลันดาในกรุงศรีอยุธยาลุกลามถึงขั้นรบพุ่งกัน
เนื่องจากโปรตุเกสเข้ายึดเรือสินค้าของฮอลันดา ไทยต้องใช้มาตรการแข็งกร้าวเข้ายึดเรือโปรตุเกส
เพื่อบังคับให้โปรตุเกสคืนเรือแก่ฮอลันดา ทำให้โปรตุเกสไม่พอใจอย่างมาก
จากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับโปรตุเกสก็เสื่อมลง จนถึงรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
ค.ศ. 1630-1656 ฐานะของโปรตุเกสทางภาคตะวันออกได้รับความกระทบกระเทือนอย่างมาก
เมื่อโปรตุเกสต้องสูญเสียมะละกาให้กับฮอลันดาในปี ค.ศ.1641 รวมถึงมีผลกระทบต่อกิจการค้าของโปรตุเกสในกรุงศรีอยุธยาด้วย
ซึ่งต่อมาฮอลันดาและอังกฤษได้เข้ามามีบทบาทในกรุงศรีอยุธยาแทนโปรตุเกส
ในปี ค.ศ.1633 ทางโปรตุเกสได้ส่งทูตเข้ามาที่กรุงศรีอยุธยาอีก
จากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับโปรตุเกสก็ค่อยดีขึ้นบ้างจนถึงปลายรัชกาล
โดยเฉพาะเมื่อฮอลันดาพยายามจะติดต่อค้าขายกับญี่ปุ่นโดยตรงไม่ผ่านทางไทย
และเมื่อไทยขอร้องให้ฮอลันดาช่วยปราบจลาจลที่ปัตตานี แต่ก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือแต่อย่างใด
ทำให้เรือไทยถูกปล้นไปด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฮอลันดาจึงอยู่ในสภาพตึงเครียดตอนปลายรัชกาลนี้
อาจกล่าวได้ว่า
ถึงแม้ชาวโปรตุเกสจะไม่ค่อยประสบผลสำเร็จทางด้านการค้าในราชอาณาจักรอยุธยาเท่าใดนัก
แต่กลับปรากฏว่ามีชาวโปรตุเกสเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในกรุงศรีอยุธยามากมาย
และได้สืบเชื้อสายมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์
ทั้งนี้เนื่องจากนโยบายในการเผยแพร่ศาสนาของโปรตุเกสที่สนับสนุนให้พลเมืองของตนเข้ามาตั้งรกราก
และให้สมรสกับชาวพื้นเมืองของประเทศนั้นๆ
ถึงแม้ว่าทางไทยเองได้มีกฎหมายห้ามมิให้คนไทยยกลูกสาวให้แก่ชาวต่างชาติที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธเป็นหลัก
ด้วยถือว่าศาสนาคริสต์เป็นศาสนาของคนต่างชาติ
และเกรงว่าการที่ฝรั่งมาแต่งงานกับคนไทยจะทำให้ลูกหลานนับถือคริสต์ศาสนาตามแบบพ่อ
ซึ่งอาจเป็นภัยต่อราชอาณาจักรได้
แต่กฎหมายนี้ก็ไม่ได้บังคับใช้กันอย่างเข้มงวดนัก
เพราะยังปรากฏว่ามีการแต่งงานระหว่างหญิงไทยกับคนต่างชาติอยู่ แม้ว่านโยบายทางการเมืองระหว่างประเทศจะแปรเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม
ชาวโปรตุเกสก็ได้พึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่ในประเทศไทยเสมอมา
หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปี ค.ศ.1767 แล้วบรรดาชาวยุโรปอื่นๆได้อพยพออกนอกราชอาณาจักรไทย
และมีบางส่วนที่เข้าร่วมกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชต่อสู้กับพม่า
จากจดหมายของพระสังฆราชเลอบ็องได้กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงวางพระทัยในพวกเข้ารีตมาก ถ้าเสด็จทัพคราวใดก็ต้องมีพวกเข้ารีตตามเสด็จไปด้วยทุกคราว พวกเข้ารีตเป็นพวกกล้าหาญของพระเจ้าตาก และพระเจ้าตากก็ทรงจัดให้พวกเข้ารีตเป็นทหารรักษาพระองค์
หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงปราบปรามชุมชนต่างๆ
และรวบรวมผู้คนสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีแล้ว คุณพ่อกอรร์
(Corre) บาทหลวงฝรั่งเศสผู้นำคริสตชนในเวลานั้น
ซึ่งเมื่อกรุงศรีอยุธยาแตก คุณพ่อได้ลี้ภัยไปอยู่ที่ประเทศเขมร
เมื่อบ้านเมืองสงบเรียบร้อยจึงได้เดินทางกลับมาในประเทศไทยพร้อมกับคนไทยอีก
4 คน และรวบรวมคริสตังที่บางกอกซึ่งมีจำนวนถึง
400 คน ให้มาอยู่รวมกัน สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีพระเมตตาต่อคริสตชนโดยเฉพาะต่อชาวโปรตุเกส
พระองค์ได้ทรงให้การต้อนรับอย่างดี และได้พระราชทานที่ดินที่กุฎีจีนสำหรับสร้างโบสถ์ในปี
ค.ศ. 1769 คุณพ่อกอรร์ได้ตั้งชื่อเป็นภาษาโปรตุเกสว่า “วัดซางตาครู้ส” นับเป็นแผ่นดินผืนที่สองที่พระมหากษัตริย์ได้พระราชทานให้แก่คริสตังชาวโปรตุเกส
หลังจากนั้นปรากฏว่าจำนวนคนกลับใจและรับศีลล้างบาปที่วัดซางตาครู้ส ส่วนใหญ่แล้วเป็นชาวจีน
ดังที่พระสังฆราชกูเดได้บันทึกไว้ว่า
“ที่นี่ (วัดซางตาครู้ส) มีคนจีนมาก ดูเหมือนจะสอนให้คนจีนกลับใจได้ง่ายกว่าคนไทย พระเจ้าแผ่นดินไม่ทรงห้ามเขาเป็นคริสตัง และเขาก็เป็นคนต่างด้าว มิชชันนารีที่รู้จักภาษาจีนจะทำประโยชน์ในเมืองไทยได้มาก” คุณพ่อกอรร์นอกจากจะปกครองที่วัดซางตาครู้สแล้ว ท่านได้มาดูแลคริสตังที่วัดคอนเซ็ปชัญด้วย แต่ต่อมาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกริ้วข้าราชการคริสตัง เหตุเพราะไม่ยอมกระทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา พระองค์จึงทรงเนรเทศมิชชันนารีทั้งหมดออกนอกราชอาณาจักร ต่อมาในปี ค.ศ.1782 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ค.ศ.1782-1809) เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี พระองค์ได้เชิญบรรดามิชชันนารีที่ถูกขับไล่ออกนอกราชอาณาจักรในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชให้กลับมาดังเดิม และยังได้ส่งทูตไปเจรจากับเจ้าเมืองมาเก๊า เพื่อขอให้บาทหลวงโปรตุเกสมาปกครองคริสตชนที่กรุงเทพฯ ทั้งนี้พระองค์มีนโยบายที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก โดยเฉพาะทางด้านการค้าขึ้นใหม่ เพราะหลังจากนั้นได้มีคณะทูตในนามกษัตริย์โปรตุเกสจากมาเก๊า ได้ส่งพระราชสาสน์มาเจริญสัมพันธไมตรีกับไทย ซึ่งเป็นคณะทูตชาวยุโรปคณะเดียวที่เข้ามาในรัชกาลที่ 1 ในปี ค.ศ.1785 กองทัพสยามได้กลับมาจากกัมพูชาและเวียดนามหลังจากที่ได้ไปช่วยรบต่อต้านพวกไต้ซ้อง พระองค์โปรดให้นำคริสตังชาวโปรตุเกสและชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่งให้มาอยู่ที่วัดคอนเซ็ปชัญ นับตั้งแต่นั้นมาจึงเรียกวัดคอนเซ็ปชัญว่าเป็น “วัดเขมร”จนถึงปัจจุบันนี้ ในเวลานั้น ที่บางกอกมีวัดเพียง 2 แห่งสำหรับพวกคริสตัง คือวัดซางตาครู้ส ซึ่งเป็นวัดของชาวโปรตุเกส - ไทย-จีน และวัดคอนเซ็ปชัญ ซึ่งเป็นวัดของโปรตุเกส -เขมร ขณะเดียวกัน ก็มีชาวโปรตุเกสบางส่วนที่ไม่ยอมรับบาทหลวงฝรั่งเศส จึงได้แยกตัวไปอยู่ที่แห่งใหม่ (ซึ่งต่อมาเป็นวัดแม่พระลูกประคำ หรือวัดกาลหว่าร์ในปัจจุบัน) พวกโปรตุเกสเหล่านี้เรียกค่ายขอพวกตนว่า “ค่ายแม่พระลูกประคำ” เนื่องจากค่ายแห่งนี้ยังไม่มีวัด และไม่มีบาทหลวงชาวโปรตุเกสมาปกครอง เวลาที่จะประกอบพิธีทางศาสนาต้องไปที่วัดซางตาครู้ส จนกระทั่งในปี ค.ศ.1786 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงได้พระราชทานที่ดินให้ชาวโปรตุเกส เนื่องจากชาวโปรตุเกสได้ให้ความช่วยเหลือในการต่อสู้กับพม่า วัดกาลหว่าร์ได้สร้างขึ้นบนผืนดินที่ 3 ที่พระมหากษัตริย์ไทยได้พระราชทานให้แก่คริสตังชาวโปรตุเกส เวลานั้นที่วัดกาลหว่าร์ยังไม่มีพระสงฆ์มาทำมิสซาโปรดศีลให้ เนื่องจากปัญหาที่ชาวโปรตุเกสไม่ยอมรับอำนาจของพระสงฆ์ฝรั่งเศสยังไม่ยุติลง คริสตังโปรตุเกสที่วัดกาลหว่าร์ได้ขอให้พระอัครสังฆราชแห่งเมืองกัวส่งพระสงฆ์โปรตุเกสมาปกครองพวกตน แต่ทางเมืองกัวปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่าที่นี่มีพระสงฆ์ฝรั่งเศส ซึ่งสมเด็จพระสันตะปาปาทรงแต่งตั้งเป็นผู้ปกครองอยู่แล้ว จนกระทั่งปี ค.ศ.1808 เมื่อคริสตังโปรตุเกสเห็นว่าพวกตนไม่สามารถมีพระสงฆ์โปรตุเกสมาปกครองแน่แล้วจึงค่อยๆ ยอมรับอำนาจการปกครองของมิชชันนารีฝรั่งเศสในที่สุด ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ค.ศ.1809-1824) ได้พระราชทานที่ดินให้สร้างกงสุลโปรตุเกส ต่อมาภายหลังได้รับฐานะเป็นสถานทูต ท่านกงสุลขอให้พระองค์ประกาศว่าที่ดินบนค่ายแม่พระลูกประคำ เป็นที่ดินที่พระราชทานแก่ประเทศโปรตุเกส แต่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้มีพระบรมราชโองการว่า “ที่ดินผืนนี้ มิได้พระราชทานให้แก่รัฐบาลโปรตุเกส แต่ในคริสตังโปรตุเกสสร้างวัดได้ และดังนั้นที่ดินผืนนี้จึงเป็นกรรมสิทธิ์ของมิสซังคาทอลิก ไม่ว่าชาติใดจะมาเป็นประมุขของมิสซัง” ต่อมาชาวโปรตุเกสที่อาศัยอยู่บริเวณวัดกาลหว่าร์นี้ค่อยๆ อพยพโยกย้ายไปทำมาหากินในที่ต่างๆ จึงมีจำนวนลดลง และในช่วงที่ทางราชการให้ย้ายหมู่บ้านชาวจีนไปอยู่ใต้พระนคร ตั้งแต่คลองวัดสามปลื้มไปจนถึงคลองวัดสามเพ็งได้ขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดย่านการค้าของชาวจีนหลายแหล่งรวมถึงย่านตลาดน้อยที่มีชาวจีนได้เข้ามาอยู่อาศัยแทน ต่อมาวัดกาลหว่าร์จึงเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจให้แก่คริสตังชาวไทยเชื้อสายจีน
ในสมัยรัชกาลที่ 2 นี้ ยังมีลูกหลานของชาวโปรตุเกสจากอยุธยาที่อาศัยอยู่ที่กุฎีจีน ที่ยังเรียนรู้ภาษาโปรตุเกสอยู่บ้าง เข้ารับราชการไทยในตำแหน่ง “ล่ามฝรั่ง” ในกรมท่า และมีหัวหน้าล่ามได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “ขุนเทพวาจา” ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ค.ศ. 1824-1851) สนธิสัญญาทางไมตรีและพาณิชย์ฉบับแรกระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ต้องแปลเป็น 4 ภาษาด้วยกัน คือ ไทย โปรตุเกส จีน และอังกฤษ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของภาษาโปรตุเกสที่ยังใช้ติดต่อกับชาติต่างๆ จนถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรปในปี ค.ศ. 1897 ก็ได้เสด็จเยือนประเทศโปรตุเกสด้วย ในปี ค.ศ. 1984 ด้วยความร่วมมืออันดีระหว่างประเทศไทยกับประเทศโปรตุเกส ภายใต้การสนับสนุนจากมูลนิธิกุลเบงเกียน ประเทศโปรตุเกส ได้มอบทุนให้รัฐบาลไทยโดยผ่านทางกวมศิลปากร เพื่อใช้ในการขุดแต่งบูรณะและปรับปรุงโบราณสถานหมู่บ้านโปรตุเกส ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งปรักหักพัง และถูกทิ้งให้รกร้างว่างเปล่ามานับจากกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปี ค.ศ. 1767 (ปัจจุบันเป็นกรรมสิทธิ์ที่ดินของมิสซังแห่งประเทศไทย และกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติไว้แล้ว) ในการขุดค้นครั้งนั้น ได้พบหลักฐานมากมายทั้งในโครงสร้างของโบสถ์ โครงกระดูกมนุษย์ เงินเหรียญ ไม้กางเขน ลูกประคำ และโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับคริสต์ศาสนา ซึ่งโบราณวัตถุเหล่านี้ได้นำไปจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
สายใยแห่งความสัมพันธภาพอันดีระหว่างประเทศไทยกับโปรตุเกส
ที่ผ่าทางประวัติศาสตร์อันยาวนานหลายศตวรรษ
นอกจากหลักฐานทางโบราณสถานและโบราณวัตถุที่ยังคงหลงเหลืออยู่อย่างมากมายแล้วยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เปรียบเสมือนหนึ่งตัวประสานให้สายใยนี้มั่นคงยืนนานสืบไป
เช่น มีคำภาษาโปรตุเกสที่ใช้กันในภาษาไทยหลายคำ เช่น เลหลัง ขนมปัง คริสตัง เป็นต้น
ซึ่งคำว่าคริสตังเป็นคำที่ใช้เรียกคริสตชนที่นับถือนิกายโรมันคาทอลิกในเมืองไทยโดยเฉพาะ
รวมไปถึงอาหารการกินของชาวโปรตุเกสหลายอย่างซึ่งได้ดัดแปลงให้มีรสชาติแบบไทยๆ
จนถึงปัจจุบันได้กลายเป็นขนมประจำชาติของไทยไป เช่น ทองหยิบ ฝอยทอง ทองหยอด เป็นต้น
แต่ก็มีขนมที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมของขนมโปรตุเกสไว้ คือ ขนมฝรั่ง ซึ่งมีทำเฉพาะที่กุฎีจีน (วัดซางตาครู้ส) เท่านั้น
ที่ยังคงสืบทอดกรรมวิธีแบบโบราณมาจนถึงทุกวันนี้
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล
http://haab.catholic.or.th/web/index.php?option=com_content&view=article&id=1405:2013-04-27-03-59-31&catid=212:2013-06-26-07-20-57&Itemid=30







ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น